durian-yellow
OpenDurian LOGO
คอร์สเรียน
เกี่ยวกับเรา

การสอบ IELTS คืออะไร❓ สมัครสอบ IELTS ยังไง❓เลือกสอบ IELTS แบบไหน❓ สอบ Academic หรือ General Training❓ ข้อสอบ IELTS หน้าตาเป็นยังไง❓จะสอบ IELTS ต้องเตรียมสอบ IELTS ยังไง❓​หนังสือ IELTS แนะนำเล่มไหน❓ ในหน้านี้เราได้รวบรวมข้อมูลพร้อมสรุปความรู้เกี่ยวกับ IELTS มาให้ครบแล้ว!

การสอบ IELTS คืออะไร?

 

IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System การสอบ IELTS เป็นการสอบที่ได้มาตรฐานสากลและนิยมใช้และเป็นที่ยอมรับจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลกกว่า 10,000 แห่ง ในมากกว่า 140 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สถานศึกษา มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา แม้กระทั่งประเทศไทยเอง


ทำไมต้องสอบ IELTS?

IELTS คือ สิ่งที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตต่างแดนเนื่องจากคะแนนที่ได้จากการสอบ IELTS สะท้อนถึงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจำวัน การเรียน และการทำงานในต่างประเทศที่ที่แวดล้อมไปด้วยภาษาอังกฤษ ดังนั้นการสอบ IELTS ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ​ และเป็นใบเบิกทางในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหลักสูตรนานาชาติในไทย การสมัครเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ การย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ นอกจากนี้ใบคะแนน IELTS ยังแสดงถึงทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีโอกาสในการทำงานที่ดี หรือ ได้เลื่อนขั้นอีกด้วย

 

IELTS สอบอะไรบ้าง?​

การสอบ IELTS คือ การสอบวัดระดับทางภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง (Listening), การพูด (Speaking), การอ่าน (Reading), และการเขียน (Writing) ข้อสอบ IELTS นั้นมีความท้าทาย และถือว่ายากพอสมควร และในแต่ละพาร์ท รูปแบบข้อสอบ IELTS (format) ก็จะมีหลากหลาย แตกต่างกันด้วย การสอบ IELTS นั้น สามารถสมัครสอบ IELTS ไม่จำกัดจำนวนครั้ง พูดง่ายๆ IELTS สอบได้เรื่อยๆ จนกว่าจะได้คะแนนที่พอใจนั่นเอง
 

สอบ IELTS แบบไหนดี?

 

หลักๆ แล้ว การสอบ IELTS นั้นจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ IELTS Academic และ IELTS General Training โดยตัวข้อสอบจะมีความแตกต่างในเรื่องของระดับความยาก-ง่ายของเนื้อหาในพาร์ท Reading และ Writing ส่วนพาร์ท Listening และ Speaking นั้นจะสอบเหมือนกันทั้งสองแบบ

แต่นอกจากคำว่า IELTS Academic และ IELTS General Training หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำอื่นๆ อีก เช่น “IETLTS Regular” “IELTS UKVI” “IELTS Paper” “IELTS Computer” ฟังดูแล้วมีเยอะหลายสิ่งอย่างมากๆ เลย แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าจะสอบแบบไหน? ไม่ต้องแปลกใจไปนะคะ เชื่อว่าหลายๆ คนส่วนใหญ่ ก็ยังงงเรื่องประเภทของการสอบ IELTS อยู่เหมือนกัน ในส่วนนี้แนะนำวิธีการเลือกสอบ IELTS แบบที่เหมาะกับตัวเองให้แบบ step by step  ไปลงรายละเอียดกันทีละขั้นตอนกันเลย


 

แนะนำวิธีเลือกสอบ IELTS แบบ Step by Step!
 

ขั้นตอนที่ 1

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเราจะใช้คะแนน IELTS ไปทำอะไร แล้วเลือกตามจุดประสงค์ในการใช้คะแนนของเรา
ก่อนที่จะไปสอบ IELTS ต้องดูที่จุดประสงค์ของเราว่าต้องการ คะแนน IELTS ไปใช้ “ทำอะไร” เช่นเรียนต่อในระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือต้องการสอบเพื่อนำผลคะแนนไปยื่นย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น

IELTS Academic คือ การทดสอบวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ สำหรับใช้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา กล่าวคือ การสอบ IELTS Academic มีจุดประสงค์เพื่อใช้ศึกษาต่อ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง โดยผลสอบ IELTS Academic นี้ สามารถใช้ได้กับการศึกษาต่อในไทยในหลักสูตรอินเตอร์ และ การศึกษาต่อในต่างประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารหรือในการเรียน ซึ่งรวมทั้งงระดับสำหรับทำงาน ที่ต้องการทักษะภาษาขั้นสูง

IELTS General Training คือ การทดสอบวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ใช้สำหรับศึกษาต่อต่างประเทศในระดับที่ต่ำกว่าปริญญา เช่น ระดับมัธยมศึกษา สำหรับผู้ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และ สำหรับไปทำงานที่ต่างประเทศ หรือเข้าคอร์สอบรมที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วข้อสอบ IELTS General Training จะวัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐานเท่านั้น และจะไม่ยากและซับซ้อนเหมือนกับแบบข้อสอบ IELTS Academic

ค่าสอบ IELTS Academic กับ General Training ราคาเท่ากัน ทั้งนี้ให้ตรวจสอบกับสถาบัน องค์กร หรือหน่วยงานที่ต้องการสมัครหรือยื่นเอกสารให้ดี ว่าต้องใช้คะแนน IELTS แบบไหนจะได้เลือกได้ตรงความต้องการ


ขั้นตอนที่ 2

หลังจากรู้แล้วว่าต้องสอบ IELTS แบบ Academic เพื่อใช้เรียนต่อ หรือ สอบ IELTS แบบ General Training ไว้ทำงาน เราก็มาดูกันต่อว่า จะเอาคะแนน IELTS นี้ไปใช้ที่ไหน เราจะได้เลือกถูกว่าจะเลือก IELTS แบบไหนต่อไป โดยที่ตัวเลือกในขั้นตอนที่ 2 นี้จะมี 2 ตัวเลือกซึ่งก็คือการเลือกสอบแบบ IELTS Regular หรือ IELTS UKVI

IELTS Regular คือ การสอบวัดผลภาษาอังกฤษ แบบ Academic และ General Training แบบทั่วไป สามารถใช้ได้ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศ​ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา อังกฤษ หรือ ประเทศอื่นๆ ในยุโรป 

IELTS UKVI คือ การสอบวัดผลภาษาอังกฤษ แบบ Academic และ General Training ที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ ไว้ใช้ยื่นสมัครวีซ่าของสหราชอาณาจักร (UK) และการตรวจคนเข้าเมือง โดยคะแนน IELTS UKVI เป็นคะแนนแบบที่สามารถใช้ยื่นสมัคร Pre-sessional Course ของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษได้ แต่อย่างไรก็ตาม คะแนน IELTS UKVI สามารถได้ในประเทศอื่นๆ ทั่วไปเช่นเดียวกันกับ IELTS Regular


ก่อนจะสมัครสอบ ควรตรวจสอบกับองค์กร มหาวิทยาลัยที่จะยื่นคะแนนให้ดีว่าต้องการผลสอบประเภทไหน เพราะว่ารายละเอียดประเภทการสอบนี้จะปรากฎในใบรายงานผลด้วย แต่ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใช้ที่ไหน ประเทศอะไร แนะนำให้เลือกสอบแบบ IELTS UKVI ไว้ก็ดีกว่า ค่าสอบของ IELTS UKVI จะสูงกว่าค่าสอบ IELTS Regular นิดหน่อย ไม่เกิน 1,000 บาท แต่ยังไงก็คุ้มกว่าแน่นอน เผื่อสถาบันและองค์ที่เราจะยื่นคะแนนระบุว่าต้องใช้แบบ IELTS UKVI จะได้ไม่ต้องไปสอบใหม่ยังไงล่ะ

 

 

ขั้นตอนที่ 3

หลังจากที่เลือกได้แล้วว่าจะสอบ IELTS แบบ Academic/General Training สอบ IELTS Regular/UKVI อีกสิ่งนึงที่ต้องตัดสินใจคือ จะสอบ IELTS Paper-Based Test หรือ IELTS Computer-Delivered Test ดี
ซึ่งความแตกต่างของ 2 แบบนี้ค่อนข้างชัดเจนมาดูกันเลยว่าเลือกสอบแบบไหนเหมาะกับเราที่สุด

การสอบ IELTS Paper-Based Test คือ การสอบ IELTS แบบกระดาษ เหมาะสำหรับผู้สอบที่ถนัดการเขียนการทำข้อสอบบนกระดาษมากว่าบนคอมพิวเตอร์ หากผู้สอบมีปัญหาการพิมพ์ช้า พิมพ์ผิดบ่อยๆ แพ้แสงคอมพิวเตอร์ และไม่รีบใช้คะแนนให้เลือกเป็นการสอบแบบกระดาษดีกว่า เพราะว่าการทำข้อสอบแบบกระดาษจะสามารถจะโน๊ต ลากเส้นและวาดเขียนในตัวโจทย์ได้

การสอบ IELTS Computer-Delivered Test คือ การสอบ IELTS แบบคอมพิวเตอร์ เหมาะสำหรับผู้สอบที่ถนัดในการพิมพ์มากกว่าการเขียน หรือ ลายมืออ่านยาก ข้อดีของการสอบแบบนี้คือ ในพาร์ท Writing จะมีระบบนับคำให้ด้วย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการเช็คจำนวนคำกว่าการสอบแบบกระดาษ นอกจากนี้การสอบ IELTS แบบคอมยังเหมาะกับผู้สอบที่รีบใช้ผลคะแนน เนื่องจากการสอบแบบคอมนี้ มีการเปิดรอบที่บ่อยกว่าการสอบแบบกระดาษ อีกทั้งผลสอบยังออกเร็วกว่าอีกด้วย
 

วีดีโอแนะนำการสอบ IELTS Computer-Delivered Test

 
 

คำตอบคือขึ้นอยู่กับความถนัด และสะดวกของแต่ละคน เช่น บางคนถนัดอ่าน และเขียนบนกระดาษ ก็เลือกสอบ Paper-based ดีกว่า แต่ถ้าใครถนัดพิมพ์มากกว่า การสอบ Computer-Delivered ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ ทั้งนี้สถานที่สอบ และรอบสอบของทั้งสองแบบจะแตกต่างกันออกไปด้วย ลองดูสรุปข้อมูลความแตกต่างระหว่าง IELTS Paper-based กับ IELTS Computer-delivered ได้ด้านล่างเลยค่ะ

ค่าสอบ IELTS ทั้งแบบกระดาษและแบบคอมราคาเท่ากัน นอกจากนี้ความยากของการสอบในส่วนของเนื้อหาภาษาอังกฤษก็ไม่ต่างกันค่ะ แนะนำว่าให้เลือกรูปแบบการทำข้อสอบที่ถนัด และ สะดวกจะดีกว่า ทั้งนี้ผู้สอบอาจจะต้องดูเรื่องการสะดวกในการเดินทางไปสอบด้วย เพราะสถานที่สอบ และรอบสอบของทั้งสองแบบจะแตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ตามถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าจะสอบแบบกระดาษหรือคอมดีกว่า แนะนำให้ลองซ้อมก่อนว่าถนัดสอบแบบ Paper หรือ Computer โดยการสอบ IELTS Mock Test เสมือนจริง จะได้ลองทำข้อสอบทั้ง 4 ทักษะ รู้คะแนนตัวเองโดยประมาณและคุ้นชินกับข้อสอบ ช่วยให้ไม่พลาดในวันสอบจริง



ค่าสอบ IELTS

ค่าสอบ IELTS แต่ละแบบ?

เรื่องสำคัญที่คนสอบ IELTS ต้องรู้ก็คือค่าสอบไอเอล ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการสมัครสอบ แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้ 

ค่าสมัครสอบ IELTS Regular (ทั้งแบบ Computer & Paper) ราคา: 6,900 บาท
ค่าสมัครสอบ IELTS UKVI (ทั้งแบบ Computer & Paper) ราคา: 7,710 บาท

ค่าสมัคร IELTS ผู้สมัครจะทำการจ่ายในขั้นตอนการสมัครสอบกับศูนย์สอบที่เลือก ปัจจุบันผู้สมัครสามารถชำระค่าสอบไอเอลได้ทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์ ซี่งขั้นตอนการจ่ายค่าสอบ IELTS มีความสะดวกมากๆ เนื่องจากทำได้หลายช่องทาง

สำหรับการสอบ IELTS ค่าสอบของแต่ละศูนย์สอบมักไม่แตกต่างกัน อย่างในปัจจุบัน ทั้งศูนย์สอบ IDP และ British Council ก็มีอัตราค่าสอบ IELTS เท่ากัน แต่อาจมีบางช่วงเวลาที่ศูนย์สอบ IELTS ค่าสอบต่างกันอยู่บ้างในแต่ละแห่ง บางครั้งค่าสอบ IELTS ที่ British Council อาจจะขึ้นราคา ขณะที่ IDP ค่าสอบไอเอลเท่าเดิมก็เคยปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ไม่นานทั้ง 2 ศูนย์สอบ IELTS ค่าสอบก็จะลดลงหรือเพิ่มขึ้นจนเท่ากันเหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้สมัครก็ควรตรวจสอบข้อมูลค่าสอบ IELTS ที่เว็บไซต์ทางการของทั้ง 2 ศูนย์สอบ ก่อนทำการชำระเงินเสมอ 

 

การสอบ IELTS ค่าสอบแพง?

การสอบ IELTS ค่าสอบถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สมัครต้องวางแผนก่อนสอบให้ดี ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงพอสมควร หากไม่วางแผนก่อนสอบไอเอล ค่าสอบจะต้องถูกจ่ายมากกว่า 1 รอบอย่างแน่นอน เพราะข้อสอบไอเอลเป็นข้อสอบที่มีความยาก หากต้องการ Band สูงๆ แต่ไม่วางแผนก่อน ย่อมทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ จึงต้องสมัครซ้ำเพื่อสอบไอเอล ค่าสอบจึงถูกจ่ายซ้ำด้วย โดยเรื่องนี้เป็นปัญหาของผู้สมัครสอบไอเอลหลายๆ ราย  

จากการสำรวจเบื้องต้น สถิติสูงสุดในการลงสมัครสอบไอเอลอยู่ที่ 7 ครั้ง เพื่อพิชิต Band ให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อลองคำนวณการสมัครสอบ IELTS ค่าสอบจะอยู่ที่ 6,900 x 7 = 48,300 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้การสอบไอเอลเป็นเรื่องที่ควรเตรียมตัวให้ดีก่อนสอบ

 

สอบ IELTS ค่าสอบ ไม่ควรเกินเท่าไร?

จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าการสอบไอเอล ค่าสอบไม่ควรเกิน 20,000 บาท หรือไม่ควรสอบเกิน 3 ครั้ง (หากสมัคร 3 ครั้ง สำหรับสอบไอเอล ค่าสอบ 20,700 บาท) เพราะโดยทั่วไปแล้วหลายคนสอบมากกว่า 1 ครั้ง ส่วนหนึ่งสอบ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ ซึ่งไม่ควรมากกว่านี้

 

แนะนำวิธีแก้ปัญหาค่าสอบบานปลายทำยังไง? ชมคลิปด้านล่างเลย!

 
 
รู้จักคะแนน IELTS

 

คะแนน IELTS หรือ หลายๆ คนเรียกว่า แบนด์ (Band) คะแนน IELTS ที่สอบในแต่ละ Skills จะเริ่มต้นที่ 1.0 และ IELTS คะแนนเต็มสูงสุดจะอยู่ที่ 9.0 ในใบผลสอบ น้องๆ จะเห็นคะแนน IELTS อยู่ 5 คะแนน ได้แก่

1. คะแนน IELTS ในแต่ละ skills เรียกว่า Subscores ประกอบด้วย

  • คะแนน IELTS Listening
  • คะแนน IELTS Reading
  • คะแนน IELTS Writing
  • คะแนน IELTS Speaking


2. คะแนนรวม หรือ คะแนนเฉลี่ยของ IELTS เรียกว่า Overall Band Score
สำหรับวิธีคำนวณคะแนน IELTS จะคิดจากการนำคะแนนจากทั้ง 4 ทักษะ (การฟัง การอ่าน การเขียนและการพูด) มาบวกกัน แล้วหารด้วย 4 ถ้าหารแล้วไม่ลงตัว จะต้องปัดเศษคะแนน IELTS Overall ให้เป็นคะแนนเต็ม (whole band) .0 หรือครึ่งคะแนน (half band) .5 คล้ายๆ กับการปัดเลขตามหลักคณิตศาสตร์เลย สำหรับตัว Overall Band Score IELTS คะแนนเต็มสูงสุดจะอยู่ที่ 9.0 เช่นเดียวกันค่ะ


ตัวอย่าง 1:  คะแนนเฉลี่ย 6.25 ปัดขึ้น Overall Band จะได้เป็น 6.5
ตัวอย่าง 2:  คะแนนเฉลี่ย 7.13 ปัดลง Overall Band จะได้เป็น 7.0




 

ระดับ & ความหมายคะแนน IELTS

ในแต่ละแบนด์สามารถอธิบายระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้ ดังนี้

IELTS Band 9 
สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เหมาะสม ถูกต้องแม่นยำ และมีเข้าใจในภาษาอย่างดีเยี่ยม

IELTS Band 8 
สามารถใช้ภาษาได้ถูกต้องและคล่องแคล่ว แต่อาจมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมบ้างบางครั้งคราวในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย สามารถถกปัญหาที่ซับซ้อนอย่างมีเหตุผลได้ดี

IELTS Band 7 
สามารถใช้ภาษาได้ดีแต่ยังมีความผิดพลาดและเข้าใจผิดในบางโอกาส โดยทั่วไปสามารถใช้ภาษาในลักษณะที่ซับซ้อนได้ดีและเข้าใจในการให้เหตุผลได้ดี

IELTS Band 6
มีความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดและความไม่เหมาะสมในการใช้ภาษาบ้าง แต่ก็สามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาที่ซับซ้อนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ตนคุ้นเคย

IELTS Band 5 
มีความสามารถในการใช้ภาษาได้บางส่วนและเข้าใจความหมายกว้างในสถานการณ์ส่วนใหญ่ ยังมีข้อผิดพลาดบ่อย ๆ แต่ก็สามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานในเรื่องที่ตนถนัดได้ดี

IELTS Band 4 
มีความสามารถในการสื่อสารจำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนเองคุ้นเคย มีปัญหาในการสื่อสาร การเข้าใจและการแสดงออกทางความคิด และไม่สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้

IELTS Band 3 
รู้และเข้าใจความหมายกว้าง ๆ ในสถานการณ์ที่คุ้นเคยและมีการหยุดชะงักในการสื่อสารบ่อย

IELTS Band 2
ไม่สามารถสื่อสารเป็นเรื่องราวได้ พูดได้เป็นคำ ๆ เฉพาะคำคัพท์สั้น ๆ ที่คุ้นเคยเท่านั้น มีปัญหาในการทำความเข้าใจภาษาพูดและภาษาเขียน

IELTS Band 1
ไม่สามารถใช้ภาษาได้นอกจากคำศัพท์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
 

จากสถิติจากเว็บทางการของ IELTS โดยส่วนใหญ่ คนไทยจะสอบได้คะแนน IELTS อยู่ที่ 5.0-6.0 คะแนน ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอในการไปเรียนต่อในบางมหาวิทยาลัย แนะนำว่าก็น้องๆ ควรจะทำคะแนน IELTS ให้ได้อย่างน้อย 7.0+ เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการเข้าเรียนได้มหาวิทยาลัยดังๆ และ มีโอกาสในการชิงทุนเรียนต่อต่างประเทศอีกด้วย 
 



ข้อสอบ IELTS Academic

 

ก่อนจะไปสอบ มาทำความรู้จักรูปแบบข้อสอบกันก่อนว่า IELTS ข้อสอบเป็นยังไง? IELTS ข้อสอบที่ออกมีกี่แบบ? IELTS ข้อสอบยากประมาณไหน? รู้ทันข้อสอบ IELTS มีชัยไปกว่าครึ่งนะ


ข้อสอบ IELTS Listening
(Academic)

[30 นาที/40 ข้อ] มีทั้งหมด 4 sections

 

Section 1: บทสนทนาระหว่าง 2 คน เนื้อเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Section 2: บทพูด 1 คน เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป เช่น แนะนำศูนย์กีฬาในชุมชน
Section 3: บทสนทนาสูงสุด 4 คน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาหรือการฝึกอบรมต่างๆ เช่นการถกเรื่องรายงานที่อาจารย์สั่ง
Section 4: บทพูด 1 คน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเรื่องวิชาการ เช่น เล็คเชอร์ในมหาวิทยาลัย


รูปแบบคำถามใน ข้อสอบ IELTS Listening
IELTS ข้อสอบ Listening สรุปให้เข้าใจง่ายๆ จะมีทั้งหมด 5 แบบ

1. Completing Information/Labelling
รูปแบบนี้จะเป็นการเติมข้อมูล หรือใส่ข้อมูลในรูปภาพให้สมบูณ์ โดย format ที่เป็นการเติมข้อมูลจะมีทั้ง

 

 

  • Plan: แผนผังห้อง อาคารต่างๆ โดยให้ใส่ว่าจุดไหนเรียกว่าอะไร
  • Picture Diagram: ไดอะแกรมของโครงสร้างเช่น พวกเครื่องจักร หรือกลไกการทำงานต่างๆ
  • Map: แผนที่เมือง ถนน
  • Form: ฟอร์มต่างๆ เช่น ฟอร์มการเช่ารถ ฟอร์มจองทัวร์ หรืออื่นๆ โดยจะเป็นการกรอกข้อมูลพวกชื่อ เบอร์โทร ระยะเวลา ราคา และอื่นๆ

 

 

  • Note: โน๊ตสรุปเนื้อหาเช่น เนื้อหาเป็นการบรรยายในมหาวิทยาลัย ตัวโน๊ตก็จะเป็นการสรุปเนื้อหาออกมาเป็น bullet points หรือสรุปข้อความเป็นข้อๆ
  • Table: ตารางสรุปข้อมูลต่างๆ
  • Flow-Chart: ขั้นตอน กระบวนการต่างๆ ที่ชัดเจน
  • Summary: เนื้อหาสรุปส่วนมากจะเป็นการสรุปเนื้อหาจากบทบรรยายเชิงวิชาการ

 

2. Multiple-Choice
รูปแบบหลายตัวเลือก ให้เลือกคำตอบ ซึ่งปกติเราจะชินว่าให้เลือกคำตอบเดียวเท่านั้นในข้อสอบส่วนใหญ่ แต่ใน IELTS ข้อสอบ นั้นจะมีทั้งแบบให้เลือก 1 คำตอบ จาก 3 ตัวเลือก และ ให้เลือก 2 หรือ 3 คำตอบ จาก 5 ตัวเลือก

 

3. Matching
รูปแบบนี้เป็นการจับคู่ information เช่น จับคู่ชื่อคน กับ ideas จับคู่ประเภทหัวข้อกับข้อมูล จับคู่โครงสร้างเครื่องจักรกับชื่อเรียกส่วนประกอบ เป็นต้น

 

 

4. Sentence Completion
เป็นการเติมคำลงในประโยคให้สมบูรณ์ โดยอิงจากสิ่งที่ได้ยินในเนื้อหา

5. Short-Answer Question
รูปแบบนี้จะเป็นคำถามสั้นๆ แล้วให้เขียนตอบ (ส่วนมากไม่เกิน 3 คำ และตัวเลข) โดยคำถามมักจะเป็นการถามรายละเอียดต่างๆ

 

ข้อสอบ IELTS Reading  
(Academic)

[60 นาที/40 ข้อ]

 

บทความทางวิชาการ 3 เรื่องที่มีหัวข้อที่หลากหลาย เช่น วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ เป็นต้น สำหรับ IELTS ข้อสอบ Reading นั้นจะเป็นการวัดทักษะการอ่านหลายๆ รูปแบบ เช่น การอ่านเพื่อหาแก่นของเรื่อง การอ่านเพื่อหาใจความ การอ่านเพื่อหาข้อมูล รายละเอียด ทักษะการอ่านแบบ Skimming (รู้ว่าต้องมองหาคำตอบที่ตรงไหน ไม่ได้อ่านทั้งหมดทีละบรรทัด) การอ่านเพื่อหาความรู้สึก ความคิดเห็น จุดประสงค์ของผู้เขียน

โดยโจทย์ทั้ง 40 ข้อจะ มีระดับเนื้อหา และความยาวของบทความจะยาวและยากกว่าแบบ General Training มีลักษณะที่ต่างกันออกไปตามรูปแบบต่างๆ คือ

1. Fill-in: เป็นการเติมคำลงในช่องว่าง ตารางต่างๆ โดยจะมีรูปแบบย่อยๆ อีก เช่น

  • summary (เติมคำในบทสรุปเนื้อหาย่อ)
  • note (เติมคำลงในสรุปโน๊ตจากเรื่อง)
  • table (เติมคำลงในตาราง)
  • flow-chart (เติมคำลงในภาพขั้นตอน กระบวนการต่างๆ)
  • diagram (เติมคำลงในภาพ ชี้ส่วนประกอบต่างๆ เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์บางส่วน)

 

 

2. Short-Answer Questions
เป็นคำถามสั้นๆ ให้ตอบคำถาม โดยส่วนมากจะเป็นพวกรายละเอียดต่างๆ โดยให้เราหาคำจาก text ที่อ่านมาเติม ซึ่งต้องอ่านคำสั่งดีๆ เช่นกันว่าให้เติมได้กี่คำ

 3. Multiple-Choice
มีหลักๆ 3 แบบ คือ แบบเลือก 1 คำตอบ จาก 4 ตัวเลือก แบบเลือก 2 คำตอบ จาก 5 ตัวเลือกและแบบเลือก 3 คำตอบ จาก 7 ตัวเลือก

 

 

4. True/False/Not Given หรือ Yes/No/Not Given
ข้อสอบ IELTS รูปแบบนี้ โจทย์จะให้ประโยค (Statements) มา แล้วให้เราเลือกว่าข้อมูลไหนที่เป็นความจริง ไม่จริง หรือไม่มีข้อมูลระบุ ซึ่งต้องอิงจากเนื้อหาที่เราอ่าน หรืออีกแบบคือให้ข้อมูลมา แล้วให้เลือกว่าตรง หรือไม่ตรงกับ Views/Claims ของผู้เขียน หรือว่าไม่ได้ระบุ

 

 

5. Matching

  • information (ให้ข้อมูลมา กับตัวอักษรกำกับ paragraphs ให้เลือกว่าข้อมูลนี้อยู่ใน paragraph ไหน)
  • headings (จับคู่หัวเรื่องกับ paragraph ซึ่งหัวเรื่องก็คือ main ideas ของแต่ละ paragraph นั่นเอง)
  • features (มี list ชื่อ กับข้อมูลมาให้ เช่น ชื่อนักวิทยาศาสตร์ ให้จับคู่กับข้อมูล)
  • sentence endings (มีส่วนหนึ่งของประโยคมาให้ และตัวเลือกจะเป็นส่วนท้าย ให้จับคู่เพื่อให้แต่ละประโยคสมบูรณ์)

 

 

6. Sentence Completion
เติมคำลงในประโยคเพื่อให้ประโยคสมบูรณ์ โดยต้องอ่านคำสั่งดีๆ ว่าให้เติมไม่เกินกี่คำ เช่น

‘NO MORE THAN THREE WORDS AND/OR A NUMBER from the passage’
‘ONE WORD ONLY’ or ‘NO MORE THAN TWO WORDS’

 


ข้อสอบ IELTS Writing  
(Academic)

[60 นาที/2 Tasks]

 

ข้อสอบ IELTS Writing Task 1 (150 words): บรรยาย graph, chart, diagram ในการเขียน Task 1 นั้น ควรใช้เวลา ไม่เกิน 20 นาที เพราะควรแบ่งเวลาไปโฟกัสกับ Task 2 ที่ต้องเขียนยาวกว่า และสัดส่วนคะแนนก็มากกว่าด้วย
สำหรับงานเขียนชิ้นนี้ ลักษณะการเขียน คือ เขียนตามข้อมูลที่เห็น เปรียบเทียบข้อมูล การบรรยาย trend หรือการทำงานของระบบ โดยให้เขียนถึงภาพรวม และ main features ของข้อมูล รวมถึง points อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะไม่ต้องเขียน points เล็ก หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด ให้เลือกเขียนถึงข้อมูลที่เห็นได้ชัด และสำคัญที่สุด

 

 

ข้อสอบ IELTS Writing Task 2 (250 words): Answer questions (เขียนเพื่อตอบคำถาม) โจทย์จะตั้งหัวข้อมาให้ เพื่อให้เราเขียนแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่โจทย์ให้มา โดยจะมีทั้งเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วย, ให้อภิปรายทั้งสองมุมแล้วแสดงความเห็น แสดงความเห็นในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นต้นชิ้นนี้ควรเผื่อเวลาประมาณ 40 นาทีในการเขียนส่วนนี้โจทย์จะเป็นการให้ประเด็นมา Task นี้ควรใช้เวลา ไม่เกิน 40 นาที โจทย์จะบอกชัดเจนว่าให้เราเขียนแสดงอะไร เช่น

  • Discuss both these views and give your own opinion. (เขียนถึงทั้งสองไอเดียที่ให้มา พร้อมแสดงความเห็นตัวเอง)
  • To what extent do you agree or disagree with this opinion? (ต้องเลือกว่าเห็นด้วยหรือไม่ พร้อมให้เหตุผล)
  • Causes/Effects/Solutions (ให้เขียนถึงสาเหตุ ผล หรือวิธีการแก้ปัญหาจากโจทย์)

 

 

ในส่วนของ IELTS Writing Section นั้น นอกจากต้องเขียนให้ได้ตามจำนวนคำที่กำหนดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันของคำตอบกับสิ่งที่โจทย์ถามหรือต้องการ ต้องเขียนเป็นประโยคเต็มๆ ห้ามเขียนแบบเป็น bullet points หรือเป็น note หากคำตอบที่เขียนไป หลุดประเด็น หรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โจทย์ถาม ก็จะถูกตัดคะแนน (ถึงแม้ว่าจะเขียนถูกหลักไวยากรณ์ และใช้โครงสร้างได้ดีก็ตาม)

 

ข้อสอบ IELTS Speaking  
(Academic)

[ไม่เกิน 15 นาที]

 

Speaking Section นี้จะวัดการใช้ภาษาพูด โดยผู้สอบจะได้รับการทดสอบจากกรรมการที่เป็นเจ้าของภาษา ที่จะเป็นถามคำถาม และทำการทดสอบ Speaking Skill ของเรา โดยการสอบจะแบ่งเป็น 3 พาร์ทที่ต่อเนื่องกันคือ คือ

 

Part 1:  Introduction and interview เป็นการถามเรื่องส่วนตัว ทั่วๆ ไปเช่นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน เพื่อน สิ่งที่ชอบ (Part นี้ใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที)

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking Part 1 Where is your hometown? (บ้านเกิดคุณอยู่ที่ไหน)

  • What was it like growing up there? (คุณเติบโตที่นั่น มันเป็นอย่างไรบ้าง)
  • Has it changed much since you were a child? (มันเปลี่ยนไปเยอะไหม ตั้งแต่ตอนคุณยังเด็ก)
  • What do you like most about living there? (คุณชอบอะไรที่สุด ตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น)
  • What kinds of things can visitors to your hometown go and see? (นักท่องเที่ยวชอบไปที่ไหน หรือเยี่ยมชมอะไรบ้าง เมื่อไปที่บ้านเกิดของคุณ)
  • Do you think you will live there when you are older? (คุณคิดว่าคุณจะอาศัยอยู่ที่นั่นไหม หากคุณอายุมากขึ้น)

 

Part 2: Long turn ผู้สอบจะได้รับการ์ดคำถามที่มีหัวข้อกำหนดมาให้ มีเวลาเตรียมตัว 1 นาที และต้องพูดเกี่ยวกับหัวข้อที่ได้มาเป็นเวลา 2 นาที 

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking Part 2 Travel (การท่องเที่ยว)

Describe a country you would like to visit in the future that you haven't been to yet.
(อธิบายประเทศที่คุณไม่เคยไป และอยากไปเที่ยวในอนาคต)

ที่ควรตอบ คือ..

  • Which country it is (ประเทศไหน)
  • Where it is located in the world (อยู่ส่วนไหนของโลก)
  • What you could see there (จะได้เห็นอะไรบ้างที่นั่น)
  • Explain why this country would be such a good place to visit. (อธิบายว่าทำไมถึงอยากจะไปประเทศนั้นๆ และเป็นประเทศที่น่าไปเที่ยวเพราะอะไร)


Part 3: Discuss กรรมการจะถามคำถามเพิ่มเติมจากหัวข้อที่ให้มาใน Part 2 โดยลักษณะคำถามจะเกี่ยวข้องกับไอเดีย ความคิดเห็น เพื่อทดสอบการพูดในเชิงนามธรรมมากขึ้น ตอบคำถามในเชิงลึกขึ้น (Part นี้ใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที)

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS Speaking Part 3  เกี่ยวกับ Education (การศึกษา)

  • How are education priorities today different from those in the past? (ลำดับความสำคัญด้านการศึกษาในปัจจุบัน แตกต่างจากในอดีตอย่างไร)
  • What is your opinion on the way languages are taught in schools? (คุณมีความเห็นอย่างไรถึงวิธีการสอนภาษาในโรงเรียน)
  • How can the type of school you go to affect career success? (ประเภทของโรงเรียนที่คุณเข้าเรียนมีผลกับความสำเร็จด้านอาชีพการงานในอนาคตอย่างไรบ้าง)
  • What changes do you think will happen in the classroom in the near future? (การเปลี่ยนแปลงอะไรที่คุณคิดว่าจะเกิดขึ้นในห้องเรียน ในอนาคตอันใกล้นี้)


 

 
 
ข้อสอบ IELTS General Training

ข้อสอบ IELTS General Training 


ข้อสอบ IELTS Listening
(General Training)

[30 นาที/40 ข้อ] มีทั้งหมด 4 sections

 

Section 1: บทสนทนาระหว่าง 2 คน เนื้อเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน
Section 2: บทพูด 1 คน เกี่ยวกับเรื่องทั่วไป เช่น แนะนำศูนย์กีฬาในชุมชน
Section 3: บทสนทนาสูงสุด 4 คน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาหรือการฝึกอบรมต่างๆ เช่นการถกเรื่องรายงานที่อาจารย์สั่ง
Section 4: บทพูด 1 คน เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเรื่องวิชาการ เช่น เล็คเชอร์ในมหาวิทยาลัย
 

ข้อสอบ IELTS Reading
(General Training)

[60 นาที /40 ข้อ] แบ่งเป็น 3 sections 

 

***บทความจะสั้นกว่า และเนื้อหาจะง่ายกว่าแบบ Academic 

Section 1: ‘Social Survival’ เป็นบทความสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวันเช่น ประกาศ ใบโฆษณา ตารางข้อมูลต่างๆ
Section 2: ‘Workplace Survival’ บทความจะเกี่ยวข้องกับบริบทการทำงานมากขึ้นเช่น ข้อมูลตำแหน่งงาน ข้อมูลเกี่ยวกับการอบรมพนักงาน
Section 3: ‘General Reading’ ใน section นี้บทความจะยาวที่สุด โดยเนื้อเรื่องจะกว้างขึ้น ระดับภาษายากขึ้น

ลักษณะโจทย์ IELTS Reading จะหลากหลายเหมือนกัน หน้าตาข้อสอบโดยรวมเหมือนกัน คือ

1. Multiple Choice
2. True/False/Not Given หรือ Yes/No/Not Given
3. Fill-in
4. Short-answer
5. Matching
6. Sentence Completion
 

ข้อสอบ IELTS Writing 
(General Training)

[60 นาที/2 Tasks]

 

ข้อสอบ IELTS Writing Task 1 (150 words): โจทย์จะให้สถานการณ์สมมติมา ให้เราเขียนจดหมายตอบโต้ โดยอาจเป็นได้ทั้งเขียนแบบไม่เป็นทางการ กึ่งทางการ แบบทางการ  เช่น เขียนจดหมายหาเจ้าหน้าที่หอพักถึงปัญหาห้องพักของมหาวิทยาลัย หรือเขียนจดหมายเพื่อแนะนำบุคคลในชุชมที่ควรได้รับรางวัล เป็นต้น

ข้อสอบ IELTS Writing Task 2 (250 words): โจทย์จะตั้งหัวข้อเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ให้เราเขียนแสดงความคิดเห็น แสดงวิธีการแก้ปัญหา หรืออภิปรายมุมมองต่างๆ หัวข้อ เช่น กิจกรรมสันทนาการของเด็ก ควรบรรจุการการเรียนของโรงเรียนไหม เป็นต้น
 

ข้อสอบ IELTS Speaking 
(General Training)

[ไม่เกิน 15 นาที]

 

จะแบ่งออกเป็น 3 parts คือ

Part 1: เป็นการถามเรื่องส่วนตัว ทั่วๆ ไปเช่นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน เพื่อน สิ่งที่ชอบ
Part 2: จะได้รับ cue card ที่เป็นคำถาม พร้อมประเด็นให้พูด โดยให้เวลาเตรียมตัว 1 นาที และพูดอีก 2 นาที
Part 3: กรรมการจะถามคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อที่เราได้จาก Part 2 ซึ่งคำถามในพาร์ทนี้จะเป็นแนวให้พูดถึงความคิดเห็น ไอเดีย (คือเป็นคำตอบที่นามธรรมมากขึ้น)


สรุปความแตกต่างระหว่างข้อสอบ Academic กับ General Training ดูได้ที่วีดีโอนี้เลย
 

 
 
วิธีเตรียมสอบ IELTS ง่ายๆ ทำตามได้แค่ 4 ขั้นตอน

 

สำหรับคนที่กำลังเตรียมสอบ IELTS อยากรู้ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง หรือมีวิธีไหนที่ดีต่อการเตรียมพร้อมก่อนสอบบ้าง เราก็มีข้อมูลมาแนะนำการเตรียมสอบ IELTS หนังสือ IELTS และ ตัวช่วยสอบ IELTS เจ๋งๆ ที่คุณควรรู้ ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1 : ลองทำข้อสอบ IELTS เสมือนจริง IELTS Mock Test

ใครก็ตามที่มีแพลนว่าจะสอบ IELTS ควรลงสอบ IELTS Mock Test ก่อน การทำ IELTS Mock Test คือ ทดลองสอบเสมือนจริง เพื่อประเมินความสามารถของตัวเอง แล้วสังเกตว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน จะได้แก้ไขให้ถูกจุด 

หลังจากลองสอบ IELTS Mock Test ไปแล้ว ก็จะทราบว่าตอนนี้คะแนน Band ของเราอยู่ที่ประมานเท่าไร ในรายงานผลสอบจะบอกรายละเอียดว่า มี Grammar เรื่องอะไรที่เราต้องฝึกเพิ่ม Skills ไหนที่เราต้องฝึกเพิ่มเป็นพิเศษ​ รู้จุดอ่อนส่วนไหนบ้างที่เรายังทำได้ไม่ค่อยดี บางคนมีปัญหาเรื่องเวลา ทำข้อสอบไม่ทัน บางคนมีปัญหากดดันเมื่อเจอสนามสอบจริง ลำดับการทำข้อสอบไม่ถูก ว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง ซึ่งเรื่องพวกนี้ การทำ IELTS Mock Test ช่วยเรื่องการเตรียมสอบ IELTS ได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการสอบ Mock Test ก็ถูกกว่าการสอบจริงเยอะมากๆ คุ้มกว่าไปลองสอบแบบจ่ายราคาสอบจริงแน่นอน บอกเลยว่าหากยังไม่ชัวร์ ยังไม่มั่นใจ อยากลองสอบดูก่อน แนะนำให้ทำ IELTS Mock Test จะดีกว่า ประหยัดและป้องกันปัญหาค่าสอบบานปลายได้ดีทีเดียว แถมรายงานผลสอบ Mock Test เป็นประโยชน์มากๆ ในการวางแผนเตรียมตัวสอบ IELTS 



ตัวอย่างรายงานผลสอบ IELTS Mock Test กับ OpenDurian


 



ขั้นตอนที่ 2 : เติมความรู้ให้พร้อมสอบ IELTS 

หลังจากที่เรารู้จุดอ่อนกันแล้ว ก็ถึงขั้นเสริมจุดอ่อนของเราให้แข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ และ เรียนรู้เทคนิคการทำข้อสอบ IELTS ทั้ง 4 ทักษะ 

สำหรับคนที่ลองสอบ IELTS Mock Test แล้วได้คะแนนสอบถึงตามที่ต้องการแล้ว สามารถหาหนังสือ IELTS มาอ่านเพิ่ม ทำโจทย์ IELTS เพิ่มอีกหน่อย จะได้สอบผ่านชัวร์ในรอบเดียว อาจจะใช้เวลาสัก 2 อาทิตย์ - 1 เดือนในการเตรียมตัว ก็สามารถสอบจริงได้เลย

แต่สำหรับคนที่ผลสอบ Mock Test ยังไม่ได้ถึงตามที่ต้องการ การติวเทคนิคทำข้อสอบ IELTS เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะติว IELTS ด้วยตัวเองตามคลิปฟรีต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต ติว IELTS กับสถาบันสอน ลงเรียน IELTS เป็นคอร์สออนไลน์ 

ไม่ว่าวิธีไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คอร์สที่เราเลือกต้องเสริมทักษะที่เรายังทำได้ไม่ดี มีการันตีคะแนน จะได้เสียเงินรอบเดียวแล้วสามารถทำคะแนนได้ถึงเป้าหมาย ไม่ต้องไปเสียค่าเรียนหลายๆ ที่ หลายๆ รอบ นอกจากนี้สำหรับคนที่มีเวลาเตรียมตัวสอบ IELTS จำกัด ควรเลือกคอร์สเรียนที่เน้นเทคนิคในการทำข้อสอบ และ เรียนกับคนไทยเนื่องจากว่าจะช่วยให้เราทำคะแนนได้ดีกว่า ถึงเป้าได้ไวกว่าในระยะเวลาอันสั้น


เปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียของการเรียน IELTS แบบสด และ ออนไลน์

ขั้นตอนที่ 3 : เพิ่มคลังศัพท์

สิ่งที่คนเตรียมสอบ IELTS ควรทำ คือการท่องศัพท์ยากๆ เก็บไว้เยอะๆ พยายามหาพวกคำศัพท์พวก Synonym มาท่องเยอะๆ เพราะในข้อสอบ IELTS มีคำศัพท์ยาก อย่างเช่นในพาร์ท Reading ส่วนในพาร์ท Writing ศัพท์ยากก็จำเป็น เพราะช่วยอัพคะแนนได้ หากใช้ศัพท์เบสิคทั่วๆ ไป จะได้คะแนนน้อย แนะนำให้หาคำศัพท์เฉพาะที่ออกสอบบ่อยมาท่อง หรืออาจจะหาหนังสือศัพท์ IELTS ที่ออกสอบบ่อยมาท่องก็ได้เช่นกัน การท่องศัพท์มีประโยชน์มาก ช่วยให้แปลได้ และเข้าใจความหมาย ช่วยให้ตอบข้อสอบได้ถูก หรือในบางครั้งก็ยังช่วยให้สามารถเดาข้อสอบได้แม่นยำมากขึ้น การท่องศัพท์จึงจำเป็นมาก และเน้นย้ำว่าควรเป็นคำศัพท์สำหรับ IELTS โดยเฉพาะ

 


 

ขั้นตอนที่ 4 : ฝึกทำโจทย์ จับเวลาเหมือนสอบจริง

สำหรับคนเตรียมสอบ IELTS เริ่มต้นเลยแนะนำให้ตะลุยโจทย์ เพราะเมื่อตะลุยโจทย์แล้ว จะทำให้รู้ว่าปัญหาเวลาทำข้อสอบอยู่ตรงไหน สิ่งที่ไม่เข้าใจคืออะไร สิ่งที่เป็นจุดอ่อนเวลาทำโจทย์คืออะไร เมื่อทำโจทย์แล้วติด หาคำตอบไม่ได้ พลิกไปดูเฉลยละเอียดจะทำให้เข้าใจมากขึ้น แต่ที่สำคัญเลยคือคู่มือในสำหรับเตรียมสอบ IELTS สำคัญมาก และจำเป็นที่จะต้องเป็นหนังสือ IELTS เพราะหนังสือภาษาอังกฤษทั่วไปไม่ตอบโจทย์อย่างแน่นอน  แนะนำว่าควรเลือกหนังสือ IELTS ที่มีข้อสอบจริงและต้องมีเฉลยละเอียด เพื่อรองรับการทำความเข้าใจที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำข้อสอบได้จริง ที่สำคัญควรเลือกใช้หนังสือจากสำนักพิมพ์ที่มีความน่าเชื่อถือจะได้มั่นใจได้ในคุณภาพ

 


 

IELTS Cambridge ซึ่งจัดเป็นหนังสือ IELTS ยอดนิยม เพราะหนังสือ IELTS Cambridge จัดทำโดยผู้จัดสอบจริง


แนะนำหนังสือ IELTS เล่มนี้เลย! เป็นหนังสือข้อสอบ IELTS เล่มล่าสุดของชุดหนังสือ Cambridge IELTS Academic series ที่ได้รวบรวมข้อสอบจริงที่เคยใช้ในการสอบจากสถาบัน Cambridge University Press สถาบันที่ออกข้อสอบ IELTS ตัวจริง! ดังนั้นการฝึกทำข้อสอบจากหนังสือชุดนี้ ถือได้ว่าเป็นการจำลองสอบจริงเลยก็ว่าได้ โดยภายในเล่มประกอบด้วยข้อสอบพร้อมเฉลยทั้งหมด 4 ชุด คำอธิบายหลักการสอบ IELTS และหลักการคิดคะแนน เรียกได้ว่าเป็นหนังสือ เตรียมสอบ IELTS เล่มแนะนำ ที่ออกแบบมาเพื่อคนที่อยากลองสอบกับโจทย์ข้อสอบ IELTS ไม่ว่าจะเป็นแบบ IELTS Academic หรือ IELTS General Training หากต้องการลองเทสข้อสอบที่มีความยากคล้ายของจริง รับรองว่าเมื่อฝึกทำโจทย์เล่มนี้ จะช่วยเสริมความมั่นใจเล่มนี้ก่อนสอบเป็นอย่างดีเลย ถือเป็นไอเท็มที่คนเตรียมสอบควรมี เอาไว้ติว IELTS ด้วยตัวเอง หรือแม้แต่คนที่ลงคอร์สหลายๆ คนก็ควรมีหนังสือ IELTS Cambridge เช่นกัน เพื่อที่จะได้หัดทำข้อสอบจริง โดยหนังสือ IELTS Cambridge จะมีทั้งข้อสอบ Reading Writing และยังมีซีดีหรือไฟล์เสียงสำหรับหัดทำข้อสอบพาร์ท Listening ด้วย ช่วยให้คุ้นเคยกับข้อสอบ IELTS ได้เยอะเลยล่ะ

 

 
 
 

 

ติว IELTS ออนไลน์ดีไหม?​ เรียน IELTS ที่ไหนดี?

หลายๆ คนต้องใช้คะแนน IELTS ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งการเข้าคณะอินเตอร์ในไทย และ การใช้เรียนต่อต่างประเทศ ด้วยเวลาที่จำกัด และการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนดีนั้น จำเป็นต้องใช้เทคนิคในการทำข้อสอบ น้องๆ หลายๆ คนเลยตัดสินใจเรียน IELTS เพื่อที่จะปั๊มคะแนนให้ถึงเป้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว และการที่จะทำอย่างนั้นได้ จำเป็นต้องมีทางลัด นั่นคือ การเรียน IELTS นั่นเอง แล้วจะเรียน IELTS ที่ไหนดีล่ะ?​ จะสอบ IELTS ติว IELTS ออนไลน์ดีไหม?​ ถ้าจะติว IELTS ที่ไหนดีสุด?​ มาดูคำตอบของแต่ละคำถามกันเลย!

 

เรียน IELTS ที่ไหนดี?​

เรียน IELTS ที่ไหนดี? การเลือกที่เรียน IELTS ควรเลือกที่ครูผู้สอนมีความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ในการสอนเยอะๆ เพราะครูที่สอนมานาน จะสามารถเก็งข้อสอบได้แม่นยำ รู้ทันข้อสอบ และ เข้าใจจุดอ่อนของนักเรียนไทยดีที่สุด! นอกจากนี้ ในการสอน IELTS ควรจะต้องมีการติวเทคนิคในการทำข้อสอบ IELTS เพราะเทคนิคเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการสอบ IELTS ให้ได้คะแนนเยอะ

 

ติว IELTS ที่ไหนดี?​

ติว IELTS ที่ไหนดี?​ ติว IELTS ที่มีการการันตีผลคะแนน จะได้มั่นใจว่าเรียนแล้วสอบได้ Band ตามที่ตั้งใจไว้ชัวร์! ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ค่าสอบ IELTS แพงมากๆ การติวแบบมีการันตีผล จะช่วยให้น้องๆ ไม่เสียเงินค่าเรียน และ ค่าสอบหลายรอบนั่นเอง

 

 

เรียน IELTS ออนไลน์ดีไหม?​

เรียน IELTS ออนไลน์ดีไหม?​ เรียน IELTS ออนไลน์ดีมากๆ ในเชิงที่น้องๆ สามารถจัดเวลาเรียนเองได้ หลุดตรงไหนก็ย้อนกลับไปเรียนได้ ไม่เข้าใจก็ถามครูได้ นอกจากนี้ยังมีติวสดอัพเดตข้อสอบทาง Facebook Live อีกด้วย 

 

เรียน IELTS Online ที่ไหนดี?

เรียน IELTS Online ที่ไหนดี? จะติว IELTS ต้องติวกับครูเจี๊ยบเท่านั้น! ครูเจี๊ยบเชี่ยวชาญการสอน IELTS มากว่า 25 ปี เก็งข้อสอบแม่น มั่นใจได้ คะแนนถึงเป้า การันตีคะแนน 7+ บอกเลยช่วยให้น้องๆ สอบเข้าคณะอินเตอร์ในฝันได้แน่นอน

 


สำหรับใครที่กำลังมองหาคอร์สเรียน IELTS ออนไลน์ และกำลังลังเลว่าเรียน IELTS ที่ไหนดี? แนะนำคอร์สติว IELTS KruJeab การันตี Band 7.0+ เพื่อพิชิตคะแนนตามเป้า ด้วยเทคนิคต่างๆ ของครูเจี๊ยบ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของลูกศิษย์ ที่ผ่านมามีคนที่เรียน IELTS Online กับเรา สามารถอัพคะแนนได้จริง แม้ที่ผ่านมาอาจจะเคยสอบได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ แต่เมื่อได้เทคนิคครูเจี๊ยบไปประยุกต์ใช้ หลังติว IELTS จบคอร์ส ก็ทำให้การสอบครั้งใหม่ได้คะแนนที่ดีขึ้น แต่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

 


เพราะการเรียน IELTS แตกต่างจากการเรียนภาษาอังกฤษทั่วไป ไม่ใช่แค่การสื่อสารเข้าใจ ทำให้คอร์สติว IELTS มีเนื้อหาที่ค่อนข้างเจาะลึก และมีรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจค่อนข้างมาก ดังนั้นเลยลงคอร์สเรียน IELTS ที่ปูตั้งแต่พื้นฐาน และคอร์สเรียน IELTS เน้นเทคนิคการทำข้อสอบโดยเฉพาะ จำเป็นมากในการช่วยให้คะแนนถึงตามที่ต้องการในเวลาจำกัด

โดยคอร์สเรียน IELTS ของเรามีตั้งแต่ปูพื้นฐาน Grammar และ สอนเน้นจุดที่ออกสอบ เทคนิคทำข้อสอบครบทั้ง 4 Skills ฟัง พูด อ่าน เขียน และมีให้เลือกทั้งคอร์ส Academic และ General Training ใครกำลังมองหาที่เรียน IELTS ออนไลน์ สามารถทดลองติว IELTS ฟรีก่อนได้ ไม่มีข้อผูดมัด!


ใครยังสงสัยอยู่ว่าเรียน IELTS ที่ไหนดี? ครูเจี๊ยบมีคลิปสอนฟรี!! ให้ลองเรียนดูเพียบ
ทั้งบน Facebook และ Youtube ไปติดตามกันนะคะ


 https://www.facebook.com/KruJeabIELTS    

 

 
 
 
IELTS สอบที่ไหน? สอบ IELTS ที่ไหนดี?

 

ใครที่กำลังสงสัยว่า IELTS สอบที่ไหน คำตอบคือ...ผู้ที่สมัครสอบสามารถสอบได้ที่ศูนย์สอบ ซึ่งในประเทศไทย จะมีศูนย์สอบ 2 สังกัดคือ IDP และ British Council ประกอบไปด้วยสถานที่สอบอีกหลายแห่ง เพราะศูนย์สอบ IELTS มีทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ผู้สมัครสามารถเลือกสอบได้ที่ศูนย์สอบใกล้บ้าน ดังนี้ 

 

ศูนย์สอบ IELTS IDP มีที่จังหวัดกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ และ โคราช
ศูนย์สอบ IELTS British Council มีที่จังหวัดกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และ พิษณุโลก

 


 

การสอบ IELTS เชียงใหม่และขอนแก่น เป็น 2 จังหวัดที่ทั้งศูนย์สอบ IELTS IDP และศูนย์สอบ IELTS British Council มีสนามสอบรองรับ หากผู้สมัครเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดดังกล่าว ก็สามารถเลือกศูนย์สอบ IELTS เชียงใหม่และขอนแก่นได้เลย ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาสอบในกรุงเทพ ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอื่นๆ ก็สามารถเลือกสนามสอบ IELTS ที่ใกล้ที่สุดได้เช่นกัน เว้นแต่ว่าผู้สมัครรีบใช้คะแนน อาจจำเป็นต้องเดินทางมาสอบที่กรุงเทพจะดีกว่า เพราะรอบสอบต่างจังหวัดจะมีน้อยกว่ารอบสอบในกรุงเทพ ทั้งศูนย์สอบ IELTS IDP และศูนย์สอบ IELTS British Council 

ในเรื่องของรอบสอบ สำคัญกับการใช้คะแนน จึงควรวางแผนให้ดี เพื่อสอบให้ทันเวลา เพราะสอบเสร็จแล้วจะต้องใช้เวลาในการรอคะแนนออกถึง 13 วัน สำหรับการสอบแบบ Paper-Based หรือรอ 5-7 วัน สำหรับการสอบแบบ Computer-based ดังนั้นการเลือกรอบสอบสำคัญมาก ทำให้ต้องพิจารณาศูนย์สอบด้วย ทั้งนี้ระหว่างศูนย์สอบ IELTS IDP และศูนย์สอบ IELTS British Council รอบสอบไม่ค่อยแตกต่างกัน แต่จะแตกต่างกันระหว่างศูนย์สอบในกรุงเทพกับต่างจังหวัด

ในส่วนของความแตกต่างด้านข้อสอบของศูนย์สอบ IELTS IDP และศูนย์สอบ IELTS British Council นั้นไม่มี แต่จะไปแตกต่างกันในเรื่องของสถานที่จัดสอบ ทั้งนี้ผู้สอบก็ควรจะศึกษาเส้นทางการเดินทางให้ดีก่อนถึงวันสอบจริง 

 

ตรวจสอบรอบสอบของศูนย์สอบ IELTS IDP ได้ที่ https://www.ielts.idp.co.th/book_your_test_th.aspx 
ตรวจสอบรอบสอบของศูนย์สอบ IELTS British Council ได้ที่ https://www.britishcouncil.or.th/exam/ielts/dates-fees-locations

 

สอบ IELTS ที่ไหนดี?

แนะนำให้เลือกสอบที่สะดวกที่สุด ทั้งเรื่องการเดินทางและเรื่องอื่นๆ เพราะไม่ว่าจะเลือกศูนย์สอบ IELTS IDP หรือศูนย์สอบ IELTS British Council ทางศูนย์ก็จัดข้อสอบให้ชุดเดียวกัน ระดับความยากง่ายไม่แตกต่างกัน ที่ผ่านมามีหลายคนคำนึงว่าจะสอบ IELTS ที่ไหนดี เพื่อหวังว่าจะได้ข้อสอบที่ง่ายกว่า แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่างที่บอกว่าข้อสอบ IELTS ทุกศูนย์สอบจะใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน ส่วนการสอบ Speaking กรรมการในทุกสนามก็มีมาตรฐานเดียวกัน 
 


 

สอบ IELTS ที่ไหนดี ไทยหรือต่างประเทศดีกว่า?

นอกจากการเลือกระหว่างศูนย์สอบ IELTS IDP หรือศูนย์สอบ IELTS British Council ยังมีคนบางกลุ่มอยากรู้ว่าจะเลือกสอบ IELTS ที่ไหนดี ระหว่างสอบในไทยและต่างประเทศ สำหรับการสอบที่ต่างประเทศ มีหลายคนเคยแชร์ประสบการณ์อยู่ บางส่วนเล่าว่าการสอบ IELTS ที่ต่างประเทศจะกดคะแนนกว่าการสอบในประเทศไทย โดยเฉพาะการสอบ Speaking แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะบอกแบบนั้น เพราะก็ยังมีบางคนที่สามารถทำคะแนนได้เท่ากันไม่ว่าจะสอบไอเอลที่ไหน และไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่าง อาจจะมีเรื่องค่าสอบที่จะราคาต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน แนะนำว่าให้ทำการสอบในประเทศและจังหวัดที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน สะดวกที่ไหนก็ไปที่ใกล้ที่สุดเลย

 

 

สมัครสอบ IELTS IDP

 

สำหรับคนที่ต้องการวิธีสมัครสอบ IELTS IDP ข้อมูลด้านล่างนี้คือรายละเอียดขั้นตอนการสมัคร สามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ในหน้าการรับสมัครสอบ IELTS IDP ดังนี้ 

 

1. เข้าไปสมัครสอบ IETLTS 

เลือกประเภทการสอบ IELTS ที่ต้องการ ทำการจองวันและเวลาสอบที่ https://my.ieltsessentials.com/



 

ฝั่งซ้ายจะเป็น IELTS Regular (มีทั้ง Academic – General) ฝั่งขวาสำหรับ IELTS for UKVI (มีทั้ง Academic - General)
*ถ้ามหาวิทยาลัย หน่วยงาน องค์กรที่เราจะยื่นคะแนน ไม่ได้ require UKVI โดยเฉพาะ ก็เลือกแบบ Regular ได้เลย

 

 

3. เลือกข้อมูลตามที่ขึ้นบนหน้าจอ

เลือกประเทศ จังหวัด ประเภทข้อสอบ (Academic – General) และหากต้องการความช่วยเหลือในการสอบ (สำหรับผู้พิการ) ให้เลือกข้อมูลด้วย ถ้าไม่มีปล่อยไว้ให้เป็น None ถ้าต้องการสอบแบบ Computer-delivered ให้ดูสัญลักษณ์ด้านหลังที่เป็นสีแดง (รูปคอมพิวเตอร์) ซึ่งของ IDP การสอบแบบคอมพิวเตอร์จะสอบที่อาคาร CP Tower


 

4. เลือกรอบสอบ Listening/Reading/Writing

 

 

ปกติในแต่ละวันจะมีรอบสอบ 2 รอบคือ 9:00 AM และ 2:00 PM พอเลือกแล้วจะมีขึ้นสรุปรายละเอียดการสอบที่เราเลือกไป (รอบสอบ Speaking จะเลือกแยกต่างหากในหน้าถัดไป)

 

5. เลือกรอบสอบ Speaking

ให้เลือกรอบสอบ Speaking ที่ต้องการ *ให้สังเกตด้านบนจะมีบอกว่าให้มาถึงศูนย์สอบไม่เกินกี่โมง (เช่นเลือกรอบบ่ายสอง ควรไปถึงไม่เกินบ่ายโมงครึ่ง)



 

6. สร้าง Account

พอเลือกรอบเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้เราสร้าง Account โดยให้กรอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ก่อนจะไปในขั้นตอนการชำระเงินค่าสอบต่อไป เท่านี้ก็เป็นการจบขั้นตอนการสมัคร IELTS แล้ว

 

 

 

วิธีการชำระค่าสมัคร IELTS ที่ IDP

 

1. การชำระค่าสมัครสอบ IELTS ผ่านระบบออนไลน์

สามารถทำได้ตามคำชี้แนะระหว่างทำรายการสมัครสอบ IELTS บนเว็บไซต์ ซึ่งค่าสอบ IELTS สามารถชำระได้ด้วยบัตร Visa, Master, Alipay, WeChat Pay หรือพร้อมเพย์ (ธนาคารใดก็ได้) 

 

2. การชำระค่าสอบ IELTS ที่สาขา

สำหรับผู้สอบที่ไม่สะดวกชำระแบบออนไลน์ สามารถเลือกชำระค่าสอบ IELTS ด้วยตนเองที่สำนักงาน IDP ทุกสาขา หรือ ชำระที่ 7-11 ทุกสาขา
ในประเทศไทย




สมัครสอบ IELTS British Council

 

สำหรับคนที่ต้องการสมัครสอบ IELTS กับ British Council สามารถศึกษาวิธีสมัครสอบ IELTS British Council ได้จากข้อมูลด้านล่างนี้ ซึ่งได้แนะนำรายละเอียดขั้นตอนการสมัครพร้อมภาพประกอบ โดยผู้สอบสามารถสมัครได้เองง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ในหน้าการรับสมัครสอบ IELTS British Council ดังนี้ 


1. เข้าไปที่เว็บไซต์ https://ieltsregistration.britishcouncil.org/test-chooser

 

 

2. เลือกประเภทของ IELTS ที่ต้องการสอบ (Academic หรือ General Training)

 

 

3. เลือกประเทศ และเดือนที่ต้องการสอบ

 

 

4. เลือกจังหวัด และศูนย์สอบ

ซึ่งถ้าเป็นการสอบแบบ Computer-delivered ก็จะมีศูนย์สอบเฉพาะที่กรุงเทพ (จามจุรีสแควร์ ชั้น 24)

 

 

5. เลือกวันสอบ และรอบเวลาสอบ

 

 

 

6. เลือกรอบสอบ Speaking

หน้านี้จะขึ้นสรุปข้อมูลการสอบของเรา (ที่เลือกไป) พร้อมให้เลือกรอบสอบ Speaking (ซึ่งอาจจะเป็นวันเดียวกัน หรือคนละวันกัน ตามที่รอบสอบมีเปิด)

 

 

7. สร้าง Account เพื่อไปชำระเงินค่าสอบต่อไป

 

 

วิธีการชำระค่าสมัคร IELTS ที่ British Council

 

1. การชำระค่าสมัครสอบ IELTS ผ่านระบบออนไลน์

สามารถชำระค่าสอบ IELTS ได้ โดยการโอนค่าสอบไอเอลไปยังบัญชีธนาคาร บริติช เคานซิล จากนั้นอัพโหลดหลักฐานการชำระเงินค่าสอบเพื่อยืนยันการชำระเงิน โดยจะต้องกดส่งใบสมัครภายในวันที่ทำการชำระค่าสอบ IELTS
 

2. การชำระค่าสอบ IELTS ด้วยตนเอง

ชำระเงินค่าสอบ IELTS ด้วยตนเองที่ British Council (บริติช เคานซิล) สาขาสยามแสควร์ (จันทร์ – เสาร์ เวลา 09.00-18.00 น.) โดยจะต้องกดส่งใบสมัครก่อน แล้วพิมพ์เอกสารเพื่อยื่นที่ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ แผนกสอบที่เคานเตอร์ชั้น 1 (ริมซ้ายสุด) จากนั้นชำระค่าสอบ IELTS ด้วยบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต (VISA / Master Card) เท่านั้น

About IELTS ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ IELTS เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

About IELTS 

The International English Language Testing System, known as IELTS, is a frequently and widely used English language exam to measure the English competence for non-native English language speakers in reading, writing, listening and speaking. The test is developed by English experts.  As many as 10,000 organisations in 140 countries and more use IELTS to test an individual's English skills for higher education or job application purposes.

 


IELTS is collectively owned and governed by the British Council, Cambridge English Language Assessment and IDP Education Australia. IELTS testing materials are published by foreign teams of authors from various English-speaking countries, representing real-life circumstances. IELTS Examination can be carried out in more than 100 official IELTS testing centers worldwide. The speaking part of the IELTS exam is a one-to-one assessment of a human person, not a machine. You will also have discussions with an interviewer who will be able to test your language skills accurately, without getting interrupted by other applicants or technological difficulties.
 

IELTS scores are used to guide how a person can learn, function and live in an English-speaking community using English. It is typically used to determine the English language proficiency of students wishing to learn or undertake higher education courses in English at college or university. Many educational providers want to see proof that a prospective pupil has passed an IELTS test and earned minimum scores before the student is given a place in a course. This means that the pupil would have no learning problems due to his or her ability to use English as a communication medium.
 

https://www.facebook.com/KruJeabIELTS
 

There are 2 main types of the IELTS test people mostly used: IELTS Academic and IELTS General Training. They vary in test content and purpose of taking IELTS examination:

IELTS Academic is designed for individuals seeking to take part in programs of study at universities and other higher education institutions that are taught in English. You would require an Academic Examination Band to enroll in an undergraduate or graduate degree where the instruction is in English. You may also use this edition of IELTS to register with a professional body in an English-speaking region. Therefore, if you intend to enter college or university level specialist societies in fields such as medicine, pharmacy, nursing, law or engineering, you will need to pass the IELTS Academic Test.

 

IELTS General Training is a smart choice whether you choose to travel to and work in an English-speaking country or if you want to attend high school. IELTS scores are also expected by the government authorities of the English-speaking nations, including the United States, Australia, Canada, New Zealand and the United Kingdom. These countries recognize the General Training Credential as proof of language competence on the part of immigration and visa applicants for review. Also native English speakers also require an English language certificate to move to some English-speaking countries.


ขอบคุณข้อมูลและตัวอย่างข้อสอบ จาก IELTS IDP

 


 https://www.facebook.com/KruJeabIELTS    

อัพเดตข่าว/เทคนิค IELTS

พยาบาลไทยไม่บรรจุ ไปอยู่นอกดีไหม?

ว่าด้วยเรื่องของอาชีพพยาบาล เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีความสำคัญ แต่กลับถูกมองข้ามอยู่เสมอ โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรังที่มีมานานในวงการพยาบาลไทย นั่นก็คือเรื่องของการบรรจุพยาบาลเป็นข้าราชการ ที่เรามักเห็นพยาบาลออกมาเรียกร้องอยู่เสมอ การที่พยาบาลไม่ได้รับการบรรจุ ทำให้ขาดความมั่นคง ลามไปถึงเงินเดือนที่ไม่ถูกขยับขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว กลายเป็นความอึดอัดใจของพยาบาลไทยหลายๆ คน จนถึงขั้นพิจารณาว่าจะเดินทางไปเป็นพยาบาลที่ต่างประเทศดีหรือไม่ ครั้งนี้ทางเราจึงรวบรวมข้อมูลบางส่วนมาฝาก สำหรับผู้ที่สนใจ

แนะนำ

Jun 7, 2021

คอร์สเรียน IELTS

ตัวอย่างข้อสอบ IELTS