durian-yellow
OpenDurian LOGO
คอร์สเรียน
เกี่ยวกับเรา
อยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

อยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

อยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ เชื่อว่าเป็นปัญหาคาใจใครหลายๆ คน และต้องการคำตอบ จะบอกว่าความจริงแล้วภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเรียนคณะหรือสาขาใดก็ตาม ยิ่งในคณะแพทยศาสตร์ ที่แม้จะหนักไปทางวิทยาศาสตร์ แต่ภาษาอังกฤษก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเรียนในคณะแพทยศาสตร์เช่นกัน

อยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้

 

อยากเป็นหมอ ต้องเก่งวิชาอะไร

ก่อนจะเข้าเรื่องอยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ แนะนำให้น้องๆ มาดูกันก่อนว่าแล้วการเป็นหมอต้องเก่งวิชาอะไร

 

 

สำหรับการสอบต้องเก่งทุกวิชา

 

อาชีพหมอเป็นอาชีพที่หลายคนอยากเป็น เป็นที่นิยมสูงมาก ไม่แปลกที่คะแนนคณะแพทยศาสตร์สูงทุกปี นั่นแปลว่าอัตราการแข่งขันก็สูงมากๆ ด้วย การจะทำข้อสอบให้ติดคณะแพทยศาสตร์ได้ ต้องทำคะแนนให้สูงเกือบทุกวิชา เพราะถ้าหากมีวิชาใดวิชาหนึ่งได้คะแนนน้อย ก็อาจฉุดให้คะแนนรวมต่ำลงจนเสี่ยงสูงที่จะสอบไม่ติดแพทย์ แม้วิชาอื่นจะคะแนนสูงมากก็ตาม 

 

ไม่เชื่อน้องๆ ก็ลองเอาคะแนนไปคำนวณเล่นๆ ดูก็ได้ ตามเว็บไซต์ที่มีโปรแกรมคำนวณคะแนน แม้จะได้คะแนนทุกวิชา 90 เต็ม 100 ยกเว้นวิชาภาษาอังกฤษที่ได้สัก 20 คะแนนเต็ม 100 ส่วน PAT72 (ความถนัดทางวิทยาศาสตร์) ได้สัก 250 เต็ม 300 คะแนนรวมที่ออกมาจะได้ประมาณ 22,xxx คะแนน (คิดตามระบบการรับผ่าน Admiossion) ซึ่งเสี่ยงมากที่จะสอบไม่ติด เพราะคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำ คะแนนตัดอยู่ที่ประมาณ 23,xxx คะแนน

 

ดังนั้นทางที่ดีถ้าหากอยากเป็นหมอ ก็ควรทำคะแนนสอบให้ดีทุกวิชาน่าจะปลอดภัยที่สุด ทั้งนี้น้องๆ ควรศึกษาในเรื่องของสัดส่วนคะแนนให้ดี สำหรับเกณฑ์การรับสมัครในสถาบันต่างๆ แล้วพยายามฟิตวิชาที่มีสัดส่วนคะแนนมากๆ ให้หนัก ส่วนวิชาที่สัดส่วนคะแนนน้อย ก็ไม่ควรทิ้งเช่นกัน อย่างน้อยๆ ก็ควรมีพื้นฐานที่ดีพอ และถ้าหากอยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ ก็ควรจะฝึกฝนในเรื่องของ Gramma ขั้นพื้นฐานเอาไว้ รวมถึงการฝึกอ่านจับใจความใจความจากการอ่านข่าวและบทความทั่วไป 

 

 

สำหรับการเรียนต้องเก่งวิชาชีววิทยา

 

ในส่วนของหลักสูตรทางการแพทย์ มักจะหนักไปทางวิชาชีววิทยา ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งในวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะต้องศึกษาในเรื่องของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย การทำงานที่สัมพันธ์กันของอวัยวะต่างๆ รวมถึงวิชาเคมี เกี่ยวกับการทำปฏิกิริยาของธาตุ อนุภาค อาจมีศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์ในบางครั้ง เกี่ยวกับเรื่องของความดันโลหิต ระบบหายใจ เรื่องเลนส์และการหักเหแสง เป็นต้น ซึ่งอาจต้องมีการใช้เนื้อหาของวิชาคณิตศาสตร์เข้ามา 

 

จากที่กล่าวไปหลายคนคงมองว่าภาษาอังกฤษไม่เห็นจะสำคัญสักนิด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะการเรียนจริงๆ เอกสารทางวิชาการและหนังสือต่างๆ ของนักศึกษาแพทย์มักเป็น “ตำราภาษาอังกฤษ” และไม่ใช่แค่นั้น เพราะอาจารย์แพทย์มักสอนทับศัพท์ภาษาอังกฤษด้วย หากไม่ชอบภาษาอังกฤษเลย ก็ดูจะเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกันที่จะเรียนแพทย์ 

 

 

อยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ สรุปเป็นหมอได้ไหม?

ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากเหมือนกัน ถ้าหากไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่อยากเรียนแพทย์ แต่ก็อาจจะไม่ต้องถึงกับเก่งมาก อย่างน้อยๆ ความรู้ขั้นพื้นฐานก็ควรจะอยู่ในระดับที่เข้าใจ อ่านเอกสารภาษาอังกฤษได้ และที่สำคัญคะแนนตอนสอบเข้าก็ควรจะสูงอยู่ในระดับที่ดี 

 

อยากเป็นหมอ ภาษาอังกฤษสำคัญอย่างไร?

สำหรับน้องๆ ที่ถามกันเข้ามาเยอะ ว่าถ้าอยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ จะเป็นได้ไหม ลองมาดูความสำคัญของภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับการเรียนแพทยศาสตร์กันหน่อย ได้แก่ 

 

 

1.สอบติดรอบแรกๆ

มีหลายสถาบันเปิดรับนักศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตร์ ในรอบแรกที่ต้องใช้คะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษ เช่น IELTS อย่างในการเปิดรับสมัครผ่าน TCAS รอบแรก (Portfolio) ในมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ หรือคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหิดล เป็นต้น หรือแม้แต่ TCAS รอบสอง (Quota) บางแห่งก็ยังกำหนดให้ใช้คะแนน IELTS ประกอบการสมัครด้วย เช่น คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหิดล เพราะฉะนั้นอยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษก็ต้องไปรอลุ้นรอบหลังๆ ทางเลือกก็น้อยลง คู่แข่งก็เพิ่มขึ้นด้วย

 

2.บางหลักสูตรไม่รับรอบ Admission 

หลักสูตรแพทยศาสตร์บางหลักสูตรไม่รับผ่านรอบ Admission แต่เปิดรับเฉพาะรอบ Portfolio หรือรอบ Quota เท่านั้น ซึ่งต้องใช้คะแนนความสามารถมากกว่าการสมัครผ่านรอบ Admission เช่น หลักสูตรร่วมแพทยศาสตรบัณฑิต-วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมชีวการแพทย์) ที่รามาธิบดี มหิดล เป็นต้น 

 

3.บางหลักสูตรบังคับใช้ IELTS

หลักสูตรแพทยศาสตร์มีบางแห่งน่าสนใจมากกว่าแพทยศาสตร์ทั่วไป เช่น แพทยศาสตรบัณฑิต-การจัดการมหาบัณฑิต ที่มหิดล ซึ่งเรียนจบแล้วได้มากกว่าความรู้ทางแพทย์ แต่ยังมีความสามารถด้านการบริหาร เหมาะสำหรับผู้มีแพลนอยากทำงานในฝ่ายบริหารโรงพยาบาลทั้งรัฐบาลและเอกชน โดยหลักสูตรนี้เป็นนานาชาติ จึงต้องใช้คะแนนความสามารถทางภาษาอังกฤษ เช่น IELTS ร่วมด้วยในการสมัครเข้าเรียนต่อ

 

4.โอกาสเรียนต่อต่างประเทศ

นอกจากเรียนจบแพทยศาสตร์ในประเทศไทยแล้ว บางคนอาจมองหาแนวทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อหาความรู้และประสบการณ์ขั้นสูงเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้นภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ดังนั้นทางที่ดีสำหรับคนที่มีแพลนเรียนต่อหลังเรียนจบ ควรฟิตตัวเองแต่เนิ่นๆ ในเรื่องของภาษา เตรียมความพร้อมในเรื่องของการสอบเก็บคะแนนเอาไว้ เพื่อยื่นเรียนต่อหรือยื่นชิงทุนไปเรียนต่อ 

 

น่าจะพอหาคำตอบกันได้แล้วว่าถ้าอยากเป็นหมอ แต่ไม่เก่งอังกฤษ จะเป็นได้ไหม คำตอบก็คือเป็นไปได้ แต่อาจจะยากนิดหน่อย และระหว่างการเรียนก็อาจมีอุปสรรคในเรื่องของการอ่านตำราภาษาอังกฤษ 

 

 

✅ อยากเข้าคณะแพทย์ศาสตร์
✅ อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยดัง
✅ อยากสอบติดตั้งแต่รอบแรก
✅ ต้องมีคะแนน IELTS ติดไว้

  • คอร์ส IELTS ครูเจี๊ยบติวจัดให้ครบทั้ง Listening/Reading/Writing/Speaking
  • ติวละเอียดรูปแบบข้อสอบทุกแบบที่ต้องเจอ ไม่ต้องเสียเวลางมเอง
  • เทคนิคการทำโจทย์แบบที่ต่างกันเช่น การทำโจทย์แบบ Yes/No/Not Given
  • วิธีเก็งคำตอบ และ pattern ในการเขียน และพูด
  • ตรวจ แนะนำงานเขียน (จากในคอร์ส) ฟรี!
  • ครูเจี๊ยบมีประสบการณ์ติว IELTS มายาวนานกว่า 20 ปี

 

สอบถามคอร์สเรียนและโปรโมชั่น

โทร : 098-281-3164




ทดลองเรียนฟรี!! คลิกเลย https://www.opendurian.com/ielts_fullcourse/

โดย Wowprae.m