7 ความจริง ที่คนผ่าน TOEIC ไม่บอกเรา!

เคล็ดลับความจริง ที่คนสอบ TOEIC บ่อยๆ อยากบอกให้ฟัง


เนื่องจากแอดต้องไปสอบ TOEIC อยู่บ่อยๆ ทุกครั้งก็จะสังเกตนู่นนี่ตลอด อะไรที่จะช่วยให้การสอบ TOEIC มันราบรื่นมากที่สุด ก็พยายามเก็บๆ มาเป็นข้อมูลมาแชร์ให้ฟังกัน ดังนั้นบทความนี้จะขอสรุปเป็น 7 ข้อความจริง ที่จะช่วยให้เรา สอบ TOEIC ได้ราบรื่นที่สุด!

 

 

1. ข้อสอบ TOEIC ไม่มีคำว่า "ผ่าน/ไม่ผ่าน"

เพราะการคิดคะแนน TOEIC จะคิดเป็นช่วงกว้างๆ และเป็นแค่การวัดว่าเราใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในระดับไหน? อีกอย่างคือไม่มีการได้ 0 คะแนนด้วย
ที่คนอื่นไปสอบ แล้วอาจจะบอกว่า "ผ่านแล้วเว้ยยย 650 คะแนนนนน" ก็คือเป้าหมายของเขาต้องได้ 650 คะแนน (แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องได้เท่าเขา ถึงเรียกว่าผ่าน)

 เวลาตั้งเป้า "คิดก่อน" อยากเอาคะแนนไปทำอะไร แล้วเค้าใช้กันเท่าไร เช่น
- อยากสมัครลูกเรือแอร์เอเชีย (ต้องได้ 650 คะแนน)
- อยากเป็นวิศวะ Toyota (ต้องได้ 550+ คะแนน)

ว่าแล้วก็เริ่มตั้งเป้าคะแนน TOEIC ของเรากันวันนี้เลยดีกว่า

 

 

2. สอบ TOEIC ไม่จำเป็น ต้องรู้ภาษาอังกฤษ "ครอบจักรวาล"

บางคนเวลาเตรียมสอบจะกังวลมากกก แบบจะต้องรู้ทุกอณูของภาษาอังกฤษ จะต้องจำศัพท์ทุกคำให้ได้ (?)  คือเอาเข้าจริง มันไม่มีใครจำได้หมดหรอก และตัวข้อสอบเองก็ไม่ได้จะวัด "ความรู้ภาษาอังกฤษทั้งหมด" แต่ต้องการวัด "ความรู้ภาษาอังกฤษที่เรามี" ว่าใช้ในการสื่อสาร ทำงานได้ระดับไหน

เพราะยังไงในโลกการทำงานจริงๆ มันกว้างกว่า "ตัวข้อสอบ" อยู่แล้ว ดังนั้นการสอบ TOEIC เลยเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น เป็นประตูสู่การใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงานมากกว่า ดังนั้นไม่ต้องกังวลมากเวลาสอบ ทำใจผ่อนคลาย แล้วทำให้ดีที่สุด

 

 

3. ฟัง หรืออ่านไม่ทัน ก็ยังทำข้อสอบ TOEIC ได้?

จริง. ขึ้นชื่อว่า "ข้อสอบ" แล้ว ย่อมมีหนทาง และเทคนิคให้เราเอาตัวรอดได้เสมอ เพราะยังไง ณ จุดนั้นที่เราไปสอบ ก็ต้องอยากใช้ทุกกระบวนท่า เพื่อให้ได้คะแนนตามที่หวังจริงไหม? (แต่แน่นอน ในโลกแห่งความเป็นจริง ยังต้องใช้ทักษะอื่นๆ ในการสื่อสารอีกเยอะ)

จะเล่ากรณีของตัวแอดเองให้ฟัง เคยสอบ TOEIC มาหลายรอบแล้ว ซึ่งไม่เคยใช้เทคนิคอะไรเลย ก็อาศัยอ่านเข้าใจ ฟังทันก็ตอบๆ ไป แต่พอได้มาทำงานตรงนี้ (ได้ดูคอร์สเกือบทุกวัน) ก็เลยซึมเอาเทคนิคการทำข้อสอบมาด้วย ล่าสุดไปสอบมาก็ได้ 990 คะแนน และตอนทำเสร็จแล้ว ยังมีเวลาเหลืออีกตั้ง 15 นาทีไว้ทวนข้อที่ไม่มั่นใจด้วย (บางคนบอก บ้า! แค่จะทำให้ทัน 200 ข้อยังทำไม่ทันเลย -- ถึงบอกไงว่าเทคนิคช่วยได้เยอะจริง อิๆ)

 ตัวอย่างเทคนิคที่แอดใช้ เช่น
- พาร์ทฟัง (1-2) เนื่องจากไม่มีโจทย์ให้อ่าน ก็ตั้งใจฟังเอา ข้อไหนถูกกาเลย แล้วตัดสมาธิไปอยู่ข้อถัดไป จะไม่ฟังจนหมดแล้วมานั่งคิด เพราะจะไม่ทันเอา

- พาร์ทฟัง (3-4) บทสนทนานี่ พยายามแสกนสายตาผ่านโจทย์ก่อน วง keyword ไว้ จะได้รู้ว่าควรฟังเพื่อหาอะไร ข้อไหนไม่ชัวร์ จะติ๊กข้อที่คิดว่าถูกที่สุดไว้ แล้วไปจดจ่อกับข้อต่อไปแทน

- พาร์ทอ่าน (5-6) พาร์ทนี้แอดจะทำเร็วมากๆ เพราะส่วนมากจะวัด grammar ซึ่งตอนที่ทำบอกเลย โจทย์นี่แทบไม่ได้อ่าน มองตอบ มองตอบได้เลย (เพราะแม่นเทคนิคมาจากการดูคอร์สทุกวัน) แต่บางข้อที่วัดศัพท์ ต้องอ่านโจทย์นะ ดังนั้นศัพท์ก็สำคัญมากเช่นกัน

- พาร์ทอ่าน (7) บทความยาวววว "ไม่ต้องอ่านทั้งหมด" เพราะทำไม่ทันแน่นอน แอดเริ่มจากเลือกทำข้อที่ทำได้ไวก่อน (ของทุกชุดเลย) เช่นทำข้อที่ถามศัพท์ก่อน หรือพวกข้อที่ตัวเลือกสั้นๆ/ตัวเลข ที่หา keyword ในบทความได้ไม่ยาก วิธีนี้ทำให้ประหยัดเวลาไปได้เยอะ จนสุดท้ายเหลือตั้ง 15 นาทีมาทวนแหน่ะ

สรุปว่าอย่างที่บอก "ไม่ต้องฟังทันทุกคำ ไม่ต้องอ่านทุกตัวอักษร" ก็สามารถทำคะแนน TOEIC สูงๆ ได้แน่นอน ถ้ารู้เทคนิค

 

 

4. ข้อสอบ TOEIC พาร์ท (2) ไม่มีโจทย์-ตัวเลือกให้อ่านเลย!

ขอบอกว่าถ้าไม่ได้เตรียมตัวไปก่อน เจอพาร์ทนี้มีอึ้งแน่นอน คือพาร์ท Question-Response เพราะจะมีแต่เสียงให้ฟัง! 

โดยเสียงจะอ่านทั้งโจทย์ และตัวเลือก 3 ข้อ เรามีหน้าที่แค่ฝนค่ะ ฟังแล้วฝนๆ ไม่ต้องอ่านอะไรทั้งนั้น (วัดสมาธิมากๆ แถมพาร์ทนี้มีตั้ง 30 ข้อแหน่ะ!)

คำถาม คำตอบมักจะเจ้าเล่ห์นิดนึง มันจะไม่ได้ตอบตรงตัว ตายตัวอย่างที่เราคาดหรอก ลองไปดูเทคนิคด้านล่างให้เห็นภาพกัน

 เทคนิคเอาตัวรอดพาร์ท Question-Response

- ฟังหัวคำถามให้ทันเช่น Who, What, How, Why จะทำให้พอเดาทางคำตอบได้ แม้ฟังไม่ทันทั้งหมด

- บางคำถาม "ไม่ใช่คำถาม" (อ้าววว) คือเป็นประโยคบอกเล่าเนี่ยล่ะ แล้วให้เลือกว่าถ้าพูดมาแบบนี้ จะตอบไปว่าอะไรดี เช่นแบบนี้ (*จะตอบอะไร ลองเดากัน)

"We still need to put price labels on the new books."

(A) Yes, I’ll have a little more, thanks.
(B) Let me go and get them.
(C) The label costs forty dollars.


- ระวังโดนหลอก! บางทีเค้าชอบเอาคำที่มีในโจทย์ ไปหลอกๆ ใส่ไว้ในตัวเลือก ทำให้คนที่ฟังไม่ทัน แต่ได้ยินศัพท์ที่เหมือนกัน คล้ายกัน ก็กาเลย เพราะคิดว่าใช่แน่ๆ

- บางข้อเป็นการตอบคำถาม "ด้วยคำถาม" (inception ไหมล่ะ) คือโจทย์จะถามมา แต่คำตอบที่ถูกก็จะเป็บการถามกลับ เพราะงั้นไม่จำเป็นว่าถามมา แล้วจะต้องเป็นคำตอบตายตัวอย่างเดียว เช่น

"Why are we moving the camera display?"

(A) Near the main entrance.
(B) I like taking pictures.
(C) Doesn’t it look better here?


- บางข้อคำตอบที่ถูกเป็น "คำตอบอ้อมๆ" ยังไง? ลองดูตัวอย่าง

"Who was at the press conference?"

(A) Peter has the attendance sheet.
(B) I’ll leave it here.
(C) A new product release.


คือถามว่าใครอยู่ที่งาน press conference บ้าง เราอาจจะคาดว่าคำตอบต้องเป็นการบอกว่าใครบ้าง แต่คำตอบที่ถูก (A) คือบอกว่า ปีเตอร์มีเอกสารการเข้าร่วมอยู่นะ (อ้อมๆ ว่าไม่รู้จ้าา แต่ปีเตอร์มีรายชื่อคนเข้าร่วมนะ ไปขอปีเตอร์ไป๊!)

#มันร้ายกว่าที่คิดนะพาร์ทนี้ 

 

 

5. เราสามารถ "ทด" ลงในกระดาษคำถามได้

และแน่นอน "การทด" เป็นอะไรที่จะช่วยในการทำข้อสอบมากๆ เพราะไหนจะวง keyword คำถาม วงส่วนที่คิดว่าเป็นคำตอบไว้ก่อน เป็นต้น

เอาจริงๆ ที่คนสับสน อาจจะเพราะความกำกวมเวลาเจ้าหน้าที่แจ้งในห้องสอบ เพราะเจ้าหน้าที่มักจะบอกว่า "ห้ามกาลงในกระดาษข้อสอบ ต้องฝนคำตอบลงในกระดาษคำตอบเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะไม่นับคะแนน" -- เราเลยเข้าใจผิดว่าห้ามขีด เขียนเลย แต่จริงๆ แล้วทำได้ ไว้เขียน ไว้ทด แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน

ที่สำคัญที่เจ้าหน้าที่เตือนก็คือ "ต้องฝนคำตอบลงในกระดาษคำตอบเท่านั้น" ถึงคุณจะไปกาลงกระดาษคำถาม แล้วบอกว่ากาแล้วนะ ตอบแล้ว แต่ถ้าในกระดาษคำตอบไม่มี ก็อดคะแนนไปนะจ๊ะ

 

 

6. ที่นั่งสอบ "มีผล" มาก

จะออกรบ ก็ต้องดูยุทธภูมิ จะสอบ TOEIC ก็ต้องเล็งที่นั่งเช่นกัน ขอพูดถึงสนามสอบกทม. ที่ตึก BB เป็นหลัก (เพราะยังไม่เคยไปสอบที่เชียงใหม่ หรือจังหวัดอื่นๆ จ้า) 

คือทุกครั้งที่ไปสอบ แอดจะเล็งไปยืนรอเข้าห้องเป็นคนแรกๆ (เป็นไปได้จะลุ้นให้ได้เข้า "คนแรก" เลย) เพราะเวลาเราเข้าสอบ เจ้าหน้าที่จะเป็นคนบอกว่าเราจะไปนั่งตรงไหน เลือกเองไม่ได้นะจ๊ะ แต่! ถ้าเราเป็นคนแรก ยังไงก็ได้นั่งมุมห้อง โต๊ะแรกเสมอ ซึ่ง "ติดลำโพง ทำให้ได้ยินเสียงชัดแจ๋ว" 

นี่ล่ะเทคนิคของแอด ยอมไปยืนรอนานๆ โดยที่ไม่มีโทรศัพท์เล่น 55 แต่ก็คุ้มเพราะตอนสอบจะไม่ต้องมาหงุดหงิดใจว่า ช่วยเร่งเสียงได้ไหมคะ? ไม่รู้ทำไมเสียงเวลาสอบจริงเบ๊าเบา (แต่ตอนเปิดตัวแนะนำข้อสอบตอนแรก ดังมาก 55) เพราะงั้นใครไม่ถนัดฟัง อยากได้ยินเสียงชัดๆ เล็งลำดับการเข้าห้องดีๆ

 

 

7. เอาอะไรติดตัวเข้าห้องสอบไปได้บ้าง?

เอาจริงๆ ข้อนี้คนมักไม่ค่อยพูดถึง แล้วกลายเป็นว่าคนที่ไม่เคยสอบ แต่ต้องไปสอบ ก็จะกังวล ถามมาบ่อยๆ ว่าเอานู่นนี่นั่นเข้าห้องได้ไหม

แอดจะมาแจงให้ฟังชัด (ข้อมูล ณ ปัจจุบันของศูนยสอบกทม.นะ / อนาคต ศูนย์สอบอาจจะมีเปลี่ยนแปลงได้)

สิ่งที่นำเข้าห้องได้คือ 
1. ใบลงทะเบียน 
2. บัตรประชาชน 
3. กระเป๋าเงิน


นอกนั้นไม่ว่าจะเป็น ปากกา ดินสอ นาฬิกา ลูกอม ยาดม ยาหม่อง ทิชชู่ กุญแจรถ -- ห้ามหมด! 

และก่อนเข้าห้องสอบ ทุกคนจะได้รับการแสกนตัว ต้องเปิดกระเป๋าเงินให้เจ้าหน้าที่ดู ถอดแว่นให้เช็ค (แอดโดนมาแล้ว) 
ผู้หญิงผมยาวหน่อยก็ต้องรวบผมให้เห็นต้นคอ เห็นใบหู เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอุปกรณ์เพื่อการทุจริตใดๆ

ถ้าอยากอ่านประสบการณ์สอบ TOEIC และการเตรียมตัวเต็มๆ ตามไปอ่านต่อได้ที่ bit.ly/2Gm3s1S

 

----- ติว TOEIC เข้ม ครบ พร้อมสอบใน 18 ชม. ต้อง KruBird TOEIC -----

สมัครทดลองเรียนฟรีได้ที่ www.OpenDurian.com/toeic

- เนื้อหาครบถ้วน เริ่มปูให้จากพื้นฐาน ไม่ค่อยถนัดอังกฤษ ก็เรียนได้

- การันตี 750+ คะแนน (ไม่ถึง ยื่นคะแนนเรียนทวนฟรี!)

- อัพเดทแนวข้อสอบจริง เทคนิคจากประสบการณ์จริงเรื่อยๆ

- เรียนง่าย จัดเวลาสะดวก เพราะเรียนผ่าน Online อยู่ที่ไหนก็เรียนได้เลย

- มีหนังสือจัดส่งให้ถึงที่

- ทวนซ้ำไม่อั้นใน 60 วัน

** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Inbox เพจ www.facebook.com/krubirdenglish

หรือแอดไลน์มาปรึกษาได้ที่ LINE ID: @krubird (มี @ ด้วยน้า)

 

 

โดย Darunwan