IELTS vs TOEFL iBT สอบอะไรดี? แบบไหนยากกว่ากัน?

สำหรับคนที่ตั้งใจไปเรียนต่อต่างประเทศหรือภาค Inter มักจะต้องใช้คะแนน IELTS หรือ TOEFL iBT ยื่นประกอบด้วยเสมอ แต่คำถามคือ "แล้วเลือกสอบ IELTS หรือ TOEFL iBT ดีกว่ากัน?" บทความนี้จะพาไปดูความแตกต่าง ข้อดี ข้อเสียของการสอบทั้งสอบแบบกันค่ะ

IELTS vs TOEFL iBT ต่างกันยังไง?


คำถามยอดฮิตสำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ เพื่อไปยื่นเรียนต่อ หรือทำงานต่างประเทศ ก็คือ “จะสอบ TOEFL หรือ IELTS ดี?” แล้วทั้งสองอย่าง ต่างกันยังไงบ้าง? ลองไปดูพร้อมกันเลยค่ะ *ข้อมูลที่นำมาเทียบกันจะเป็นระหว่าง TOEFL iBT และ IELTS Academic นะคะ

TOEFL และ IELTS คืออะไร?

TOEFL iBT

IELTS

ย่อมาจาก Test of English as Foreign Language (internet-Based Test)

ย่อมาจาก International English Language Testing System

ทั้งสองแบบเป็นการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ โดยจะวัดทั้งหมด 4 ทักษะเหมือนกันคือ Listening/Reading/Writing/Speaking แต่จะแตกต่างกันในเรื่องของ

  • Platform รูปแบบการสอบ
  • เกณฑ์การให้คะแนน
  • ระยะเวลาการสอบ
  • รูปแบบข้อสอบ (Test Format)
  • เนื้อหาข้อสอบ (บางทักษะ)

 

IELTS vs TOEFL iBT มีรูปแบบการสอบยังไง?

TOEFL iBT

IELTS

- สอบบน computer 100% (ทั้ง 4 skills)

มีให้เลือกคือ

- แบบกระดาษ (Paper-based)

- สอบแบบ Computer-Based
*แต่ Speaking จะสอบกับคน (examiner) เท่านั้น ไม่มีสอบ Speaking บนคอมพิวเตอร์

 

IELTS vs TOEFL iBT คะแนนเต็มเท่าไรบ้าง?

TOEFL iBT

IELTS

คะแนนรวมเต็ม 120 โดยแต่ละทักษะแยกเป็น

- Reading 30 คะแนน

- Listening 30 คะแนน

- Speaking 30 คะแนน

- Writing 30 คะแนน

IELTS จะให้คะแนนเป็น Band score โดยสูงสุดคือ 9.0

แบ่งเป็น

- Reading เต็ม 9.0

- Listening เต็ม 9.0

- Speaking เต็ม 9.0

- Writing เต็ม 9.0

แล้วคะแนนเท่าไรถึงเรียกว่าดี? สำหรับคะแนนที่สูงพอจะไปใช้สมัครเรียนต่อในระดับปริญญาตรี-เอก ทั้งในและต่างประเทศนั้น เฉลี่ยควรอยู่ที่

  • TOEFL iBT = 90-100+
  • IELTS 7.0-7.5+

*ทั้งนี้ควรตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยที่จะสมัครอีกครั้งเพื่อความชัวร์นะคะ

 

IELTS vs TOEFL iBT ระยะเวลาการสอบ?

TOEFL iBT

IELTS

เวลาสอบรวมประมาณ 3.30 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น

 Reading 54-72 นาที

Listening 41-57 นาที

----- Break 10 นาที -------

Speaking 17 นาที

Writing 50 นาที

เวลาสอบรวม 2.45 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น

Listening 30 นาที

Reading 60 นาที

Writing 60 นาที

Speaking 11-15 นาที

สำหรับ IELTS Speaking นั้นอาจสอบภายในวันเดียวกันกับ 3 ทักษะที่เหลือ หรือเป็นคนละวันกันก็ได้ (ตามตารางสอบที่เราจองไว้) ส่วน Listening/Reading/Writing นั้นจะสอบติดกัน โดยไม่มีเวลาพักเบรก

 

IELTS vs TOEFL iBT ข้อสอบต่างกันยังไง?

ถึงแม้ว่าทั้ง TOEFL iBT และ IELTS นั้นจะวัด 4 ทักษะ (Listening/Reading/Writing/Speaking) เหมือนกัน แต่ทั้งสองแบบจะมีการแบ่งรูปแบบข้อสอบที่ต่างกัน ทำให้เวลาเตรียมตัวก็ต้องเตรียมต่างกันด้วย เพื่อให้เราชินกับข้อสอบแต่ละแบบ ลองไปดูสรุปความต่างของข้อสอบกันค่ะ

TOEFL iBT

IELTS (Academic)

 Reading: 3-4 passages แต่ละ passage มีคำถาม 10 ข้อ เป็น Multiple-choice (คำถามหลายตัวเลือก)

 Listening:

 - 3-4 lectures (คำถามเรื่องละ 6 ข้อ)
 - 2-3 conversations (คำถามเรื่องละ 5 ข้อ)

*คำถามเป็น Multiple-choice

 Speaking: 4 tasks

 - 1 independent task (อ่านโจทย์แล้วตอบ)
 - 3 integrated task (อ่าน, ฟัง แล้วตอบ)

 Writing: 2 tasks

 - 1 Independent Task (อ่านโจทย์แล้วเขียนตอบ)

 - 1 Integrated Task (อ่าน, ฟัง แล้วเขียนตอบ)

Reading: 3 passages

คำถาม 40 ข้อ รูปแบบหลากหลายเช่น Fill-in, Multiple-choice, Sentence Completion, Short-answer, Matching, Yes/No/Not given เป็นต้น

Listening: 4 recordings

คำถาม 40 ข้อ รูปแบบหลากหลายเช่น Matching, Multiple-choice, Labelling, Form Completion, Short-answer เป็นต้น

Speaking: 3 parts

Part 1 – คำถามทั่วไปเกี่ยวกับตัวเอง
Part 2 – พูดตอบจากการ์ดคำถามที่ได้รับ
Part 3 - ตอบคำถามเพิ่มเติมจากหัวข้อใน Part 2

Writing: 2 tasks

Task 1 – เขียนบรรยายข้อมูล (150 words)
Task 2 - เขียนตอบคำถาม (250 words)

ด้านบนเป็นเพียงสรุปภาพรวมของรูปแบบข้อสอบ TOEFL iBT และ IELTS (Academic) นะคะ ส่วนตัวอย่างโจทย์ข้อสอบแต่ละแบบนั้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ
 

 

สอบ TOEFL หรือ IELTS ดีกว่ากัน?

ในปัจจุบันนั้นมหาวิทยาลัย และองค์กรทั่วโลกเกือบทั้งหมด จะรับทั้ง TOEFL iBT และ IELTS เลยค่ะ ดังนั้นส่วนมากคนจะเลือกจากตัวข้อสอบมากกว่า “ว่าสอบอะไรง่ายกว่ากัน?” หรือ “สอบอะไรได้คะแนนเยอะกว่า” ลองดูสรุปข้อแตกต่างของ TOEFL iBT กับ IELTS (Academic) ที่ด้านล่างประกอบการตัดสินใจนะคะ

TOEFL iBT

IELTS

ข้อดี

- Reading, Listening คำถามเป็นแบบตัวเลือก ไม่ต้องเขียนตอบ ลดโอกาสเขียนผิด

- รูปแบบคำถามไม่เยอะ ทำให้เตรียมตัวง่ายกว่า

- สอบ Writing บน computer เหมาะกับคนที่ถนัดพิมพ์ ไม่ต้องเขียนด้วยลายมือ

- สอบ Speaking บน computer เหมาะกับคนที่ขี้อาย ไม่ชอบพูดกับคนจริงๆ ความตื่นเต้นลดลง

- TOEFL มีระบบ MyBestScore ที่จะรวมคะแนนแต่ละทักษะที่ดีที่สุด จากรอบสอบที่เราเคยสอบไปทั้งหมด (ที่ไม่หมดอายุ) แล้วมารวมเป็นใบคะแนนใช้ยื่นได้จริง หมายความว่าถ้ารอบนี้คะแนนบางทักษะสูง สามารถเก็บไว้รวมกับรอบหน้าที่คะแนนด้านอื่นอาจจะดีขึ้นได้

 

ข้อเสีย

- ถึงคำถามใน Reading, Listening จะเป็นแบบตัวเลือก แต่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์มากกว่า IELTS

- การสอบ Writing, Speaking มีแบบ integrated ด้วย ดังนั้นจะยากกว่าในเชิงต้องอ่านข้อมูล ฟัง lecture แล้วถึงตอบคำถามได้

ข้อดี

- Listening และ Speaking เนื้อหาค่อนข้างง่ายกว่า เพราะใช้ข้อสอบเดียวกับแบบ General Training

- Listening, Reading เป็นการฟังหรืออ่าน แล้วตอบคำถามจากสิ่งที่ได้ยิน หรืออ่านเลย ไม่ต้องอาศัยคิดวิเคราะห์มากเท่า TOEFL

- มีให้เลือกสอบทั้งแบบ Paper และ Computer ตามความถนัด

- สอบ Speaking กับคนจริงๆ เหมาะกับคนที่ชอบพูดแบบมี interaction กับคน

- ไม่มี integrated tasks ที่ต้องใช้หลายทักษะรวมกัน ทำให้การสอบแต่ละทักษะง่ายขึ้น

 

ข้อเสีย

- Listening, Reading มีคำถามหลายรูปแบบมาก และส่วนมากต้องเขียนคำตอบ หากสะกดผิด เติมผิดแกรมม่า ก็เสียคะแนนได้

- รูปแบบคำถามเยอะกว่า TOEFL ต้องเตรียมตัวทำคำถามแต่ละแบบ

- Speaking ต้องสอบกับคนจริงๆ ไม่เหมาะกับคนที่ขี้อาย ตื่นเต้นง่ายเวลาพูด

- ไม่มีระบบดึงคะแนนที่ดีที่สุดแต่ละทักษะมารวมกัน ดังนั้นหากรอบนี้คะแนนบางทักษะไม่ถึงเป้า ก็ต้องสอบใหม่ทั้งหมดเลย

 

สรุป

สรุปแล้วการสอบทั้ง TOEFL และ IELTS ก็จะมีข้อดี และข้อเสียแตกต่างกันไปนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราเหมาะกับการสอบแบบไหนมากกว่า และมหาวิทยาลัยที่จะสมัครนั้นรับคะแนนอะไรบ้าง (เช็คให้ดีก่อนเลือกสอบ เพื่อความชัวร์นะคะ) แต่! ถ้าสามารถใช้คะแนนยื่นได้ทั้ง IELTS และ TOEFL เลย แล้วเวลาเตรียมตัวน้อย หรือพื้นฐานไม่แน่นมาก แนะนำให้เลือกสอบ IELTS เพราะภาพรวมจะง่ายกว่า (ระดับเนื้อหาบางสกิล) อีกทั้งยังไม่มีการสอบแบบที่ต้องรวมสกิลด้วย (integrated)

 

อยากสอบ IELTS เตรียมตัวยังไง?

ถ้าจะเตรียมตัวสอบ IELTS ก่อนอื่นต้องรู้จักข้อสอบก่อนว่าเวลาสอบ เราจะเจออะไรบ้าง แต่ละพาร์ทคำถาม หรือรูปแบบคำถามแต่ละแบบนั้นมีเทคนิคการทำยังไง? เช่น Pattern การเขียน Writing, เทคนิคแสกนหาคำตอบ Reading ให้เร็ว

ซึ่งในคอร์ส IELTS 4 skills ของครูเจี๊ยบ มีเนื้อหา และเทคนิคครบถ้วนทั้ง 4 ทักษะให้แล้ว เราจะได้เห็นหน้าตาโจทย์ทุกแบบ พร้อมเทคนิคการทำ ได้เรียน pattern การเขียน essay ที่ช่วยอัพคะแนนได้ง่ายขึ้น และยังได้ลองตะลุยโจทย์ข้อสอบ IELTS พร้อมเฉลยการทำไปกับครูเจี๊ยบด้วย

ทดลองติว IELTS กับครูเจี๊ยบ FREE!

เรียน IELTS 4 ทักษะ ติว IELTS กับครูเจี๊ยบประสบการณ์กว่า 20 ปี การันตี 7.0


อยากสอบ TOEFL iBT เตรียมตัวยังไง?

TOEFL iBT นั้นเช่นเดียวกันว่าต้องรู้จักตัวข้อสอบก่อน ต้องมีพื้นฐานในแต่ละทักษะให้แน่น เพราะ TOEFL iBT นั้นเราต้องเจอกับโจทย์แบบ integrated skills ด้วย รวมทั้งการตอบคำถามยังต้องคิดวิเคราะห์มากกว่าด้วย ถ้ายังไม่พร้อมจริง ก็ยังไม่ควรไปสอบ!

อยากติว TOEFL iBT ตั้งแต่พื้นฐานแกรมม่า ไปจนเทคนิคการทำข้อสอบ 4 ทักษะเลย เลือกคอร์ส KruTyme TOEFL ได้เลยค่ะ ครูทาม์ยจะพาทุกคนไปรู้จักกับข้อสอบ TOEFL iBT ทุกพาร์ท ทุกรูปแบบ รวมทั้งเทคนิคแกรมม่าต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการสอบด้วยค่ะ


ทดลองติว TOEFL iBT กับครูทาม์ย FREE!

โดย Darunwan